ใกล้เปิดเทอมแล้ว  หลายคนกำลังวิ่งวนเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้  ความเครียดกดทับทั้งพ่อแม่และลูกๆ  ที่เร่งร้อนนอนไม่หลับมานาน กว่าจะได้ที่เรียนให้กับลูก  แม้ได้เข้าโรงเรียนที่ต้องการแล้วแต่ลำดับห้องของลูกก็ไม่เป็นที่พอใจ  ลูกก็รู้สึกถูกกดดันหนักเพราะสอบไม่ได้ดั่งใจแม่  แม้ว่ารู้อยู่แก่ใจว่าแม่หวังดีและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อให้ลูกนั้นได้รับสิ่งที่ดีที่สุด  ในขณะที่พ่อแม่บางคนไม่ได้สนใจระดับห้องแค่เข้าได้ก็พอใจแล้ว แต่ปัญหาต่อไปก็คือ ค่าใช้จ่ายที่หลากหลายกำลังตามมา  แม้รัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี  แต่มันก็ไม่ได้ฟรีทุกอย่างและส่วนใหญ่ที่ไม่ฟรีก็มักจะมีราคาแพง  พร้อมทั้งโรงเรียนก็บอกว่าจำเป็นต้องใช้

แต่สิ่งที่ยากกว่าการให้เด็กสอบเข้าโรงเรียนได้  ก็คือการทำให้เขาอยากเรียนหนังสือ  เพราะแม้พ่อแม่หรือรัฐบาลจะมีสวัสดิการให้เขาได้เรียนฟรีหรือมีที่เรียนให้  แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะเข้าระบบการศึกษา  ไม่ใช่ไม่มีโอกาสแต่เหมือนทิ้งโอกาสเรียนในระบบเปลี่ยนไปค้นพบการเรียนนอกระบบมากกว่า  คือเรียนนอกห้องเรียน  เรียนรู้ชีวิตและสิ่งที่เขาจะซึมซับเอาจากสิ่งแวดล้อมที่มอมเมาและหมกมุ่น จนลืมคุณค่าของชีวิต  ปรารถนาเพียงความเร้าใจชั่วครู่แล้วอยู่กับความชั่วช้ำตลอดชีวิต  ปัญหามากมายพ่วงผูกพันเป็นปมขนาดเขื่อนยากที่จะแกะแก้ไข  หากปล่อยไปก็มีแต่จะลามเหมือนไฟลามทุ่ง  สร้างความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้างไม่เลือกหน้า

ถ้าถามเขาว่าเพื่ออะไร

เขาก็จะตอบกลับมาว่า แล้วไง?

ไม่ใช่ว่าการเรียนรู้นอกระบบจะเป็นเรื่องผิดอะไร  ถ้าสิ่งที่เรียนรู้นั้นเป็นคุณประโยชน์ไม่สร้างโทษให้กับตนเองและคนอื่น  มีเด็กหลายคนประสบความสำเร็จเพราะออกจากระบบการศึกษาแล้วมาค้นหาตัวเองผ่านการทำชีวิตให้เป็นอย่างที่ใจตนเองคิด  แม้จะไม่ถูกใจครูพ่อแม่แต่วันเวลาผ่านไปเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตที่ใช่สำหรับตนเองนั้นคืออะไร

การศึกษาจึงอาจจะไม่สำคัญที่ระบบห้องเรียน  แต่หมายถึง  ความสำนึกและตระหนักรู้ตนเองว่าจะต้องศึกษาและฝึกฝนตนให้เป็นคนมีการศึกษา  และการศึกษาก็ไม่ใช่จำกัดแค่ใบประกาศหรือปริญญา แต่หมายถึงทักษะความสามารถที่ทำได้ ทำเป็นมีความชำนาญ  พระเรียกว่า มีศิลปะ (ไม่ใช่การวาดรูปนะ)

คนที่มีศิลปะเชี่ยวชาญ  จะประสบความสำเร็จ  แม้ไม่มีใบปริญญา  เช่น  ทำอาหารอร่อย  ร้องเพลงไพเพราะ  มีความสามารถด้านการบริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์  ทำเว็บไซด์ สร้างแอพพลิเคชั่น  ค้าขายเก่ง  และก็มีอะไรอีกมากมายที่สามารถสร้างอาชีพได้โดยที่คนรุ่นเก่าไม่คาดคิด  เพราะการเรียนในระบบเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ใช่สำหรับในศตวรรษนี้ก็เป็นได้

พ่อแม่ควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย  วางมือถือส่งสติกเกอร์ไลน์ แล้วมาใช้เวลาว่างกับลูกๆ บ้าง  ให้มีเวลาเล่นเป็นเพื่อนกับลูกฝึกทำงานอดิเรกหรือฝึกทักษะพิเศษเพื่อคนในครอบครัว  เช่น การเล่นกีฬา  การร้องเพลง  วาดภาพ  ทำงานฝีมือ  การฝึกทำอาหาร ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา  ออกเดินทาง ฯลฯ เราก็จะได้พูดคุยสนทนา และถามไถ่กันและกัน  ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ลูกมีความสัมพันธ์กับครอบครัวที่ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็กได้มีโอกาสศึกษาเพื่อค้นหาตนเอง  บางทีเขาอาจจะค้นพบวิถีชีวิตที่ชอบแล้วสร้างสิ่งที่ชอบให้กลายเป็นสิ่งที่ใช่ แล้วใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของเขาได้

ถ้าทำได้จะสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาปัญญาของพระพุทธเจ้า

เรียกว่า ปัญญา ๓  คือ

  • ได้เล่าให้ฟัง(สุตมยปัญญา)

  • พ่อแม่ได้มีโอกาสเล่าหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับลูกๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต และพัฒนาตนเอง ตลอดจนถึงเรื่องอื่นๆ เช่น กว่าพ่อแม่จะสร้างตัวมาได้ ปู่ย่าตายายเป็นมาอย่างไร หรือเล่านิทานเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เป็นการสอนแบบอ้อมๆ ไม่บอกตรงๆ ให้เขาได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาและตัดสินใจ บางทีการได้ฟังที่มาที่ไปของตระกูลก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับเขาเองได้ด้วย เวลาจะทำอะไรก็จะนึกถึงชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล
  • ได้ชวนให้คิด (จินตามยปัญญา)

  • พ่อแม่พยายามอย่าทำให้อะไรเป็นคำถามปลายปิด  ควรเป็นคำถามปลายเปิด หรือมีให้เลือกบ้าง เพื่อที่จะให้ลูกฝึกคิดตัดสินใจ หรือไตร่ตรองด้วยตัวเอง  และเมื่อเขาเลือกแล้วก็ให้โอกาสเขาได้ทดลองด้วยตนเอง  เพราะบางครั้งเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าอะไรจะดีสำหรับเราจนกว่าจะได้ลองทำดูถึงจะรู้ว่าสิ่งที่คิดว่าชอบอาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้
  • ได้ชวนช่วยกันทำ (ภาวนามยปัญญา)

  • ถ้าไม่ลงมือทำจะไม่ครบกระบวนการเรียนรู้ตามหลักของพระพุทธเจ้า เพราะความปัญญาจะเกิดจากการผุดขึ้นภายใน  เหมือนเราปลูกมะม่วง เราใส่ปุ๋ยรดน้ำแต่กล้าอ่อนจะแตกตัวหยั่งรากออกมาจากภายในเม็ดเท่านั้น   ต้นมะม่วงจึงจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ต่อไปได้  เด็กเองก็เช่นเดียวกัน   สิ่งที่เราสนับสนุนไปก็เพื่อให้เขาได้แตกหน่อต่อยอดไปได้ด้วยตนเอง  นั่นแหละคือปัญญาที่แท้จริงของตัวเขาเอง

ต้นเทอมปีนี้  จึงอยากจะเป็นอีกหนึ่งแรงใจให้กับพ่อแม่ที่กำลังพยายามอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับลูกๆ ก็อยากจะให้ทุกๆ คนก้าวไปด้วยหัวใจที่เบิกบาน  แม้อุปสรรคปัญหาอาจจะมีบ้าง แต่ถ้าหากวางใจไว้ที่ความตระหนักรู้ว่าจะต้องสู้  ใจจะไม่หดหู่และเหมือนจะมีแรงฮึดสู้อยู่เสมอ  ลูกๆ จะสัมผัสความรู้สึกของพ่อแม่ได้  สิ่งนี้จะเป็นคำสอนที่ไม่ต้องพูด  และเป็นความเข้าใจโดยไม่ต้องสอบ  มันคือการเรียนรู้ผ่านวิถีชีวิตของครอบครัว เป็นการศึกษานอกระบบโรงเรียนแต่อยู่ในระบบความรักของครอบครัว  และจะเป็นฐานที่มั่นคงให้ลูกๆ ได้มั่นใจในการก้าวไปสู่การศึกษาในทุกๆ ระบบของชีวิต

การศึกษาระบบครอบครัว ฐานที่มั่นคงให้ลูกมั่นใจในชีวิต 

โดย พระมหาประสิทธิ์  ญาณปฺปทีโป

จากคอลัมน์ โชคดีที่มีพระ (หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑)

 

 

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here