วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ พระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ พาคณะธรรมสัญจร เยี่ยมพระพบปะโยม ลงชุมชนจาริกบุญ จารึกธรรม ชุมชนบ้านขุนวงค์ใต้ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนบ้านแม่ออกเหนือ และชุมชนบ้านแม่ออกกลาง ตำบลแม่ขะตวน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านปลายแดนจริงๆ

จำได้ว่า วันนั้นคณะเราออกเดินทางจากอาศรมบ้านดอกแดงในช่วงเวลาเช้า เวลา ๘.๐๐ น. การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก รถวิ่งตามไหล่เขาไปตามเส้นทางของบ้านผาแดงใต้ แต่เราเลี้ยวขวาไปอีกเส้นทางหนึ่ง

การเดินทางในครั้งนี้เราไม่รู้ว่าจะถึงหมู่บ้านในช่วงเวลาไหน พระอาจารย์ท่านเลยให้ญาติโยมห่อข้าวไว้ฉันเพลในระหว่างทาง คณะเราเดินทางไปได้ไม่ไกลนักก็ถึงเวลาฉันเพลพอดี จึงเป็นโอกาสดีอีกวันหนึ่งที่คณะพระอาจารย์ได้ฉันข้าวป่า สองข้างทางเต็มไปด้วยร่มเงาของต้นไม้ที่ให้ความร่มเย็น ทุกรูปได้ห่อข้าวคนละถุงแล้วก็ตักแกงลาดลงไปแล้วก็นั่งฉันด้วยความเรียบง่าย พอฉันเสร็จแล้วก็เดินทางต่อ ทุกการก้าวไป เป็นการก้าวไปในบุญ ทุกรูปดูมีความสุขใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ ความสุขที่แสดงออกภายนอก บ่งบอกถึงความสุขที่มาจากภายในใจ

เราเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ประมาณเวลาบ่ายสอง ก็ถึงหมู่บ้านขุนวงค์ใต้ หมู่บ้านนี้มีประชากรประมาณ ๗๐ หลังคาเรือน ช่วงที่เราไปถึงทุกคนที่อยู่ในบ้านก็มีความตื่นเต้น แตกตื่นพอสมควรว่า พระมาทำอะไร สักพักหนึ่งก็มารวมตัวกัน พระอาจารย์ท่านก็เลยถือโอกาสเล่าให้ฟังถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ ผู้เขียนได้พูดคุยกับชาวบ้านที่พูดคุยภาษาไทยพอได้ โยมเล่าให้ฟังว่า ที่นี่เคยมีพระธุดงค์มาแล้วชาวบ้านก็นิมนต์ให้จำพรรษา ได้สร้างศาลาไว้หลังหนึ่งสำหรับประกอบศาสนกิจของเป็นที่พักอาศัย เป็นที่ทำบุญของชาวบ้าน ประกอบกับชาวบ้านขุนวงค์เหนือซึ่งไม่ไกลที่คณะพระอาจารย์ผ่านมาก็มาร่วมทำบุญด้วย สองหมู่บ้านรวมกันก็ถือว่าเป็นร้อยกว่าหลังคาเรือน ศรัทธาที่นี่ก็ถือว่ามีมากพอสมควร

ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น คนสติไม่ดีเข้าไปทำร้ายพระท่านใช้มีดฟันศีรษะ แม้จะมีการพูดคุยกันแล้ว จะหาวิธีรักษาความปลอดภัยให้ท่าน แต่ก็ไม่เป็นผล พระท่านขอจาริกไปที่อื่นแทน หลังจากนั้นก็ไม่มีพระมาอยู่จำพรรษา ประสานไปที่ไหนก็ไม่มี ชาวบ้านก็ได้แต่รอผู้ที่จะมาเป็นเนื้อนาบุญ

พระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ
พระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ

ผู้เขียนได้พูดคุยถามพระมหาฐานันดรว่า เดินทางมาที่นี่บ่อยไหม ท่านเล่าให้ฟังว่า เข้ามาครั้งแรกเมื่อสามปีที่แล้ว หลักจากนั้นก็มาปีละครั้ง สองครั้งแล้วแต่โอกาส มาทุกครั้งชาวบ้านก็จะรวมกันมาพูดคุย ขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยประสานนิมนต์พระมาอยู่จำพรรษา อยากได้พระมาจำพรรษา แต่ก็ยังหาพระให้ไม่ได้ มีความลำบากหลายอย่าง หนึ่งพื้นที่ไกลด้วย สองพระที่เราประสานไปส่วนใหญ่ไม่ใช่พระในพื้นที่ทำให้มีความลำบากในเรื่องภาษา ก็เลยไม่มีใครมาอยู่ เราก็ทำได้เท่าที่เราทำได้ มาให้กำลังใจ มารักษาศรัทธาของชาวบ้านไว้

วันนั้นเห็นบรรยากาศของการบรรยายธรรมซึ่งพระอาจารย์ท่านบรรยายอยู่หลังรถ เป็นการบรรยายเป็นภาษาถิ่นปกาเกอะญอ แม้ชาวบ้านเป็นกระเหรี่ยงโปว์ หรือกระเหรี่ยงโพล่ง แต่ก็เข้าใจกันได้ ภาษามีความใกล้เคียงกัน เห็นชาวบ้านหัวเราะยิ้มกันอย่างมีความสุข เพลิดเพลินไปในธรรม มีการถามตอบ ชาวบ้านแย่งกันตอบรับของที่ระลึกเป็นวิทยุ ส่วนสิ่งของอื่นๆ ที่มีศรัทธาญาติโยมนำมามอบให้พระอาจารย์ส่งต่อที่เยอะหน่อยก็จะเป็นเสื้อผ้า ยาหม่อง เครื่องเขียน ของอื่นๆ ก็มีเล็กน้อยซึ่งแบ่งกันไปตามแต่ละหมู่บ้าน

ผู้เขียนอยากรู้ว่าพระอาจารย์ท่านเล่าอะไรให้ญาติโยมฟัง ก็เลยถือโอกาสให้พระอาจารย์เล่าให้ฟังอีกรอบ โอกาสนี้ขอนำนิทานมาเล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังด้วย

มีช้างอยู่ตัวหนึ่งอยู่ในป่าใหญ่…

วันดีคืนดี ชาวบ้านก็ไปคล้องจับมาผูกไว้ในหมู่บ้าน ช้างไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ไม่มีความคุ้นเคย ทั้งยังมีความหิวอาหารเป็นอย่างมาก จึงดิ้นหลุดจากหลักหาทางออกจากหมู่บ้านเพื่อเข้าป่าไปหาอาหารตามเคย ในที่สุดก็ดิ้นหลุดออกมาได้ เมื่อเข้าไปในป่าใหญ่ ก็เจอกอไผ่จึงโน้มต้นไผ่ลงมากินใบไผ่อย่างสบายใจ ในขณะที่กินใบไผ่อยู่นั้น เท้าของช้างก็ไปเยียบจอมปลวกที่อยู่ใกล้ๆ เข้า ในจอมปลวกนั้นมีลูกงูเห่าเล็กๆ อยู่ตัวหนึ่ง ที่แรกก็นึกว่าแผ่นดินไหว พอโผล่หน้าออกมาดูก็เห็นช้างกำลังเหยียบบ้านของตังเอง เหยียบวนไปวนมา ด้วยความโมโหจึงเลื้อยออกมาจากรูตรงเข้าไปกัดที่เท้าของช้าง กัดด้วยความโมโห ใช้เวลากัดเป็นชั่วโมงกว่าจะกัดเข้า

ส่วนช้างเมื่อเห็นงูกัดที่เท้าก็ไม่สนใจอะไรมองดูเห็นว่า งูที่กัดเป็นงูตัวเล็กนิดเดียว ก็คิดโอหังในใจว่า งูตัวเท่านี้ไม่สามารถทำอันตรายอะไรแก่ข้าได้หรอก ด้วยความที่ตัวเองหิวมานานด้วย และกำลังกินใบไผ่อย่างมีความสุข เวลาที่กินแล้วมีความสุข ก็ทำให้เกิดความโลภในใจขึ้น ช้างก็คิดว่าเราหาโอกาสอย่างนี้ไม่ได้ในที่ไหนแล้ว ความโลภที่มีในใจก็เลยทำให้ไม่ได้ใส่ใจอะไร กินๆ อย่างเดียว ฝ่ายเจ้างูเห็นช้างไม่สนใจคิดว่า ช้างเหยียบบ้านตัวเอง ก็ยิ่งกัดด้วยความโมโห กัดๆ ในที่สุดงูก็กัดและเคี้ยวทะลุผ่านหนังช้างเข้าไปได้จึงได้ปล่อยพิษเข้าไปในตัวช้าง ช้างเกิดอาการเวียนหัว แล้วก็ล้มลงไปทับงู งูก็ตาย ช้างก็ตาย ตายด้วยกันทั้งสอง

หลังจากช้างและงูตายได้ไม่นาน ก็มีเหยี่ยวบินมาเจอเข้า เกิดความดีใจที่จะได้กินอาหารอันโอชะ ก็จิกลงไปในตัวช้าง จิกตรงไหนก็ไม่เข้า ด้วยความที่ช้างหนังหนาและหนังเหนียว แต่ในที่สุดเหยี่ยวก็ไปจิกเข้าตรงที่รูทวารของช้าง จิกไปกินไปจนในที่สุดเข้าไปในรูทวารของช้าง เมื่อแสงแดดส่องมากๆ เข้าก็ทำให้ตัวช้างขึ้นอืดทำให้รูทวารของช้างปิด ทำให้เหยี่ยวติดอยู่ในท้องช้างออกมาไม่ได้ ในที่สุดเหยี่ยวก็ตายไปตามช้างและงู

เมื่อพระอาจารย์เล่าจบแล้วผู้เขียนก็พอจะนึกภาพบรรยากาศที่ญาติโยมต่างพากันตอบคำถามในวันนั้น จะว่าแย่งกันตอบก็ไม่ใช่ คือทุกคนตอบแล้วตอบอีก คำถามหลังนิทานจบพระอาจารย์ท่านถามว่า ช้างตายเพราะอะไร งูตายเพราะอะไร และเหยี่ยวตายเพราะอะไร

พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

ที่แรกที่ผู้เขียนยืนฟังพระอาจารย์เล่าก็ไม่ได้เข้าใจหรอก พึ่งมาเข้าใจตอนที่พระอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังอีกรอบ ท่านได้สรุปให้ฟังว่า ช้างถ้าไม่เกิดความโลภที่กินโดยไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย มีความประมาทเกิดขึ้นเห็นงูตัวเล็กคิดว่าทำอะไรตัวเองไม่ได้ ช้างจะตายไหม พูดถึงงูถ้างูไม่มีความโมโห ความโกรธ มองดูช้างแล้วก็หลบเข้าไปอยู่ในรูของตัวเอง งูจะตายไหม  ถ้าเหยี่ยวรู้ว่ารู้ทวารของช้างจะปิดเหยี่ยวจะเข้าไปไหม เหยี่ยวไม่รู้จึงหลงเข้าไป

แล้วพระอาจารย์ท่านก็สรุปโยงเข้ามาหาชีวิตของคนเราว่า ในชีวิตจริง คนเราก็ไม่ต่างจากช้างที่ตายเพราะความโลภ ไม่ต่างจากงูที่ตายเพราะความโกรธ ไม่ต่างจากเหยี่ยวที่หลงเข้าไปอยู่ในอบายมุข ทำให้ชีวิตตายทั้งเป็น นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า เราไม่ควรมีความโลภ โกรธ หลง เพราะอาจทำให้เราตายเหมือนช้าง เหมือนงู และเหมือนเหยี่ยว การที่พระสอนให้เราได้รู้จักการให้ทาน ก็เพื่อให้ละความโลภ สอนให้เรานั่งสมาธิแผ่เมตตา เพื่อให้ละความโกรธ สอนให้เราภาวนา มาวัดฟังธรรม เพื่อไม่ให้หลง

หลังจากนั้นคณะของเราก็ได้เดินทางต่อไปที่ชุมชนบ้านแม่ออกเหนือ และชุมชนบ้านออกกลาง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขา รถวิ่งไปตามไหล่เขาแล้วมองลงไปเห็นสองข้างทางมีความสวยงามเป็นอย่างมาก แม้ในช่วงที่คณะเราไปจะไม่ใช่ฤดูทำนา แต่นาขั้นบันไดที่เขียวด้วยหญ้าก็ยังให้ความเย็นใจ ความสุขใจทำให้ลืมเรื่องราวความยากลำบากของเส้นทาง ปล่อยวางความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เป็นการได้รับความอิ่มเอมใจจากธรรมชาติ

คณะของเราผ่านสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งซึ่งมีธงธรรมจักรขาดๆ ติดไว้เป็นสัญลักษณ์ในทางเข้า มองเข้าไปด้านในเห็นศาลาหลักหนึ่งตั้งเป็นตระหง่านรอผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญให้กับญาติโยม ผู้เขียนได้ถามพระมหาฐานันดรว่า มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาไหม ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสำนักสงฆ์แห่งนี้เคยมีพระมาอยู่จำพรรษา ท่านเดินธุดงค์มาจากภาคใต้ เดินมาเรื่อยๆ ชาวบ้านก็นิมนต์ให้อยู่ และก็พัฒนาสร้างศาลาไว้สำหรับประกอบกิจของสงฆ์ แต่เนื่องจากท่านก็อายุมากแล้ว สุขภาพท่านก็ไม่อำนวย ท่านก็เลยขอลากลับไปจำพรรษาที่บ้านเกิด ก็ทำให้ที่นี่ขาดพระสงฆ์ที่จะมาสืบต่อ เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว

ชาวบ้านก็มีความพยายามที่จะไปนิมนต์พระสงฆ์จากที่ต่างๆ เพื่อมาอยู่จำพรรษา ทำหนังสือแจ้งความประสงค์ไปในโครงการพระบัณฑิตอาสาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ปีแล้วปีเล่าก็ยังไม่มีพระสงฆ์มาจำพรรษา บางรูปมาแล้ว พอมาเห็นสถานที่ เห็นหมู่บ้านแล้วก็ขอกลับเลย เราก็เข้าใจว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่มีความคุ้นเคย ความห่างไกลทำให้หาพระสงฆ์ที่จะมาทำหน้าที่ลำบาก

พอเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านรู้ว่าพระสงฆ์มาเยี่ยมก็พากันมาพูดคุย มาถามไถ่ว่ามาจากไหนกัน เป็นภาพของความดีใจ พอบอกว่ามาจากอาศรมบ้านดอกแดง หลายคนก็บอกว่า จำได้ๆ รู้จักๆ พระมหาฐานันดร ก็ทำให้รู้ว่า พระอาจารย์ท่านเคยมาบำเพ็ญบารมีในที่นี่

พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท และ พระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ พาคณะธรรมสัญจร เยี่ยมพระพบปะโยม ลงชุมชนจาริกบุญ จารึกธรรม ชุมชนบ้านขุนวงค์ใต้ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท และ พระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ พาคณะธรรมสัญจร เยี่ยมพระพบปะโยม ลงชุมชนจาริกบุญ จารึกธรรม ชุมชนบ้านขุนวงค์ใต้ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

การเดินทางมาในชุมชนเหล่านี้ทำให้ควรระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ถึงความยากทั้ง ๔ อย่างที่พระองค์ได้ตรัสว่า

การได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นการยาก ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ยาก การได้ฟังพระสัทธรรมเป็นของยาก และการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก

ได้ยินเรื่องราวของชาวบ้านแล้วก็ได้แต่คิดน้อยใจแทนชาวบ้าน อยากจะได้เนื้อนาบุญ เป็นที่พึ่ง แต่ก็กลับไม่มี เลยอยากจะเชิญชวนให้หลายๆ ชุมชน ให้กลับมาให้ความสำคัญกับวัด พระศาสนาในชุมชนที่ตนเองอยู่อาศัย ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้แก่กันและกันระหว่างชุมชนกับวัด ซึ่งจะทำหน้าพระศาสนาดำเนินไปได้

ติดตามการลงพื้นที่จาริกบุญ จารึกธรรมติดตามการทำงานของพระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ ในตอนต่อไป

ศรัทธาที่รอเนื้อนาบุญ โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท 

ผู้ประสานงานโครงการพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากคอลัมน์ จาริกบ้าน จารึกธรรม (หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑)

 

พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here