การทิ้งขยะก่อนนอนเป็นสิ่งที่ทุกคนทั้งพระและฆราวาสในกุฏิรู้ โดยมิต้องบอกกัน เนื่องด้วยว่าเวลาในการทิ้งขยะของที่นี่คือเวลากลางคืน และหากไม่จัดการเสียให้เรียบร้อย ภาพขยะกระจัดกระจายเต็มหน้ากุฏิจะเกิดขึ้นในเวลาเช้าจากฝีมือแมวที่ชอบมาคุ้ยขยะจนเลอะเทอะ

วันนั้นเป็นวันที่อยู่กุฏิรูปเดียว ก็นำขยะไปทิ้งตามปกติ พอหันหลังจะเดินกลับก็ได้ยินเสียง “ขอบคุณครับ” หันไปดูก็เห็นชายผมเผ้ายาวเฟื้อย หนวดเครารุงรัง ยืนอยู่ในมุมมืดมุมหนึ่ง เท่าที่สังเกตน่าจะอายุมากกว่าโยมพ่ออาตมา

“ขอบคุณอาตมาเหรอ?” อาตมาถาม เพราะนอกจากชายคนนี้และอาตมาก็ไม่มีใครในบริเวณนั้นอีก

“ใช่ครับ” แกตอบ

“ทำไมต้องขอบคุณอาตมาด้วย” อาตมาสงสัย

“ก็หลวงพี่ทิ้งขยะลงถังมันก็ไม่เลอะเทอะ แล้วพอเอาขยะมาทิ้งผมก็ได้เก็บขวดเก็บของเก่าไปขาย” แกอธิบาย

หลังจากวันนั้นอาตมาลองถามทุกคนที่เอาขยะไปทิ้ง ว่ามีใครขอบคุณไหม ทุกคนบอกตรงกันว่าได้รับคำขอบคุณพร้อมเหตุผลแบบเดียวกัน

“ขอบคุณครับ” เสียงเดิมดังขึ้นขณะที่อาตมาเอาขยะไปทิ้ง

“โยมไม่เหนื่อยที่จะขอบคุณบ้างเหรอ? ขอบคุณทุกคนเลย แล้วพอเขาถามก็ต้องมาตอบคำถามอีก” อาตมาถาม นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มองหน้ากันใกล้ ๆ ถึงแม้จะอยู่ในมุมมืด แต่ก็เห็นร่องรอยการผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ถึงแม้ว่าแกจะแต่งตัวมอซอ แต่ดูไม่สกปรก ขนาดอยู่ใกล้กันขนาดนี้ยังไม่ได้กลิ่นอะไร นั่นก็พอจะยืนยันถึงความสะอาดของแกได้

“ไม่หรอกครับ ถ้าไม่มีคนเอาขยะมาทิ้ง หรือเอาไปทิ้งที่อื่น ผมจะเหนื่อยกว่านี้ เพราะไปเก็บของเก่าข้ามเขตคนอื่นไม่ได้” แกตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนกับว่าการต้องดิ้นรนเป็นความเคยชินของชีวิตไปเสียแล้ว

“งั้นเดี๋ยววันหลังจะแยกขวดใส่ถุงไว้ให้นะ” อาตมาบอกแล้วเดินกลับกุฏิ

อาตมาบอกทุกคนในกุฏิให้แยกขยะจำพวกขวดหรืออะไรที่นำไปขายได้ใส่ถุงเก็บไว้ เพื่อนำไปมอบให้แกเวลาที่เอาขยะไปทิ้ง

วันหนึ่งในขณะที่ฉันเช้าเสร็จกำลังจะออกไปบรรยายก็เห็นแกเดินผ่านมาหน้ากุฏิ เลยเรียกแกมารับข้าวบิณฑบาตที่พระพิจารณาแล้วไปกิน ตอนแรกแกก็ไม่อยากรับ อาตมาเลยบอกว่า “ข้าวนี่พระให้นะ ต้องรับ เป็นบุญ กินแล้วก็เป็นบุญของโยมที่ถวายมา เป็นบุญของพระด้วย” หลังจากแกรับข้าวไปแล้ว ก็ควักเงิน ๒-๓ เหรียญในกระเป๋าออกมาให้

“ข้าวนี่พระไม่ได้ขาย ไม่ต้องซื้อ ให้ไปกินเฉย ๆ” อาตมาบอกปฏิเสธ

“อันนี้ก็ไม่ได้ซื้อ ถวาย โยมถวายต้องรับสิ เป็นบุญของโยม” นี่เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้เห็นรอยยิ้มจากใบหน้าดำกร้านของแก ช่างเป็นรอยยิ้มที่งดงามเหมือนดอกไม้ในฤดูแล้งที่เบ่งบานกลางผืนดินที่แตกระแหง

“โยมชื่ออะไรนะ” อาตมาถามพร้อมรอยยิ้มตอบกลับไป

“ทำไมหลวงพี่อยากรู้ชื่อผม” แกหุบยิ้มแล้วเปลี่ยนมาทำหน้าสงสัย

“ก็จะได้อนุโมทนาบุญให้ถูกคนไง” อาตมาตอบ

“ชื่อชัยครับ” แกตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ

“ชัยมีเยอะนะ มีชื่อจริงไหม อนุโมทนาแค่ชื่อชัยนี่ เดี๋ยวจะไม่ถึงโยม” อาตมาลองถามเผื่อได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม

“หลวงพี่ก็นึกถึงหน้าผมสิ หน้าอย่างผมคงไม่มีใครอยากมาเหมือนหรอก” เขาตอบเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้อะไรไปมากกว่านั้น

“ใช่ ถ้าหน้าตาดีอย่างอาตมาก็ว่าไปอย่าง” ประโยคหลังนี่ได้แค่คิด เพราะยังไม่สนิทพอที่จะพูดออกไป

อาตมาเคยบอกลูกศิษย์เตรียมข้าวไว้ให้แก แต่บางวันแกก็มา บางวันแกก็ไม่มา จนสุดท้ายก็ไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้นอกจากขยะพวกขวดหรืออะไรที่ขายได้ที่แยกไว้ให้เป็นปกติ

“หลวงพี่มีไม้กวาดทางมะพร้าวไหมครับ?” ลุงชัยถามหลังจากที่รับข้าวไป

“มีสิ มีเยอะเลย จะเอาไปใช้เหรอ เดี๋ยวหยิบให้” อาตมาตอบพร้อมกับหันไปหยิบไม้กวาดที่พิงอยู่ข้างประตู

“ไม่หรอกครับ ผมจะเอามากวาดหน้ากุฏิ เมื่อวานขายขวดได้น้อย แต่ผมไม่อยากจะกินข้าวหลวงพี่ฟรี ๆ” ว่าแล้วเขาก็รับไม้กวาด เอาข้าวแขวนไว้ เมื่อกวาดหน้ากุฏิจนเสร็จแล้วนั่นแหละเขาจึงค่อยหยิบถุงข้าวมากิน แถมพอเห็นแมวเดินผ่านมาก็เรียกแมวมานั่งกินด้วยกันอีก

“เอ็งกินผักไม่เป็นใช่ไหม? งั้นเอ็งกินเนื้อแล้วกัน เดี๋ยวข้ากินผัก” ว่าแล้วก็เอาเนื้อคลุกข้าวให้แมวกินแล้วตัวเองก็นั่งกินผักจนอิ่ม

เวลาที่มีงานอะไรที่วัดอาตมาจะเรียกแกมารับข้าวไปกิน ลุงชัยจะต้องถามก่อนว่ามีอะไรให้ช่วยทำได้บ้าง ถ้าไม่มีอะไรให้ช่วยทำ แกจะไม่มา ต้องหาอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แกทำ แกถึงจะยอมมารับข้าว “ที่คนใส่บาตรพระ เพราะพระทำกิจของพระ ผมมารับข้าวจากพระ จะให้ผมเอาไปโดยไม่ทำอะไรได้ไง” แกบอกแบบนั้น

ก่อนจำวัดในวันหนึ่งได้ยินเสียงแมวร้อง เลยเดินออกมาดู เห็นลูกศิษย์กำลังตามเก็บรองเท้าที่ใช้ขว้างแมว พร้อมเสียงบ่นพึมพำ “ดีนะวิ่งมุดประตูเหล็กหนีไปทัน ไม่งั้นเจอหนักแน่”

“แล้วจะไปตีมันทำไม?”

“มันชอบมาคุ้ยขยะครับ”

“ก็เอาขยะไปทิ้งสิ เราเป็นคนต้องฉลาดกว่าแมว”

เช้าวันรุ่งขึ้นก็เห็นลุงชัยเดินมาเลยเรียกมารับข้าว ถ้าจะนับระยะเวลาที่ได้เจอแกบ้าง ไม่เจอบ้าง นี่ก็จะเข้าเดือนที่ ๓ ได้แล้ว

“หลวงพี่มียาทาแผลไหมครับ?” ลุงชัยถามหลังจากรับข้าวไป

“มีสิ ลุงชัยเป็นอะไรมาเหรอ?”

“เป็นคนไม่มีบ้านครับ”

“ไม่ใช่ หมายถึงว่าเป็นอะไรถึงได้ขอยาทาแผล”

“อ๋อ ผมไม่ได้เป็นอะไร แต่แมวมันเป็นครับ ไม่รู้ไปโดนอะไรมา”

ในขณะที่เดินมาหยิบยาทาแผล ในใจก็นึกขอโทษแมวแทนลูกศิษย์ไปด้วย

“เอ็งนี่นะ ต้องระวังรู้ไหม อย่าไปขโมยของใครเขากิน อย่างข้านี่ถึงจะเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่เคยขโมยของใครนะ แต่ก็อย่างว่าแหละ  เอ็งพูดไม่ได้ แล้วก็กวาดหน้ากุฏิไม่ได้เหมือนข้านี่นา งั้นข้าจะแบ่งให้เอ็งกินแล้วกัน”

อาตมายืนมองอยู่นาน ถามตัวเองในใจว่า จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจดีขนาดไหน ถึงจะคุยกับแมวด้วยประโยคแบบนี้ได้ ก็เลยตัดสินใจเข้าไปคุยด้วย

“เมื่อกี้ลุงชัยบอกว่าตัวเองเป็นอะไรนะ เป็นคนไม่มีบ้านเหรอ?”

“ใช่ครับ แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว”

“ไม่ถูกซะทีเดียวหมายความว่ายังไง?”

“อย่างกุฏิหลวงพี่นี่เรียกบ้านไหม?”

“ก็ไม่ถูกซะทีเดียว แต่จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“แล้วบ้านหลวงพี่มียามเฝ้าไหม? มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ๆ หรือเปล่า ได้ออกกำลังกายก่อนกินข้าวไหม แล้วเวลานอนเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาไหมครับ?”

“โหหห บ้านต้องมีขนาดนั้นเลยเหรอ อาตมาไม่มีสักอย่างเลย” หลังจากที่ตอบออกไป ก็รู้สึกถึงความพร่องอะไรบางอย่างในใจ

“แต่ผมมีครบเลยนะ”

“เฮ้ย จริงดิ!” คำตอบของลุงชัยทำให้อาตมาต้องเผลอร้องออกมาดัง ๆ

“ครับ ผมอยู่ข้างรั้วกระทรวง มีเวรยามเฝ้าตลอด ว่าง ๆ ก็นั่งเล่นสวนสาธารณะมีต้นไม้เยอะแยะ แล้วก็เดินมากินข้าวที่วัด ก่อนกินได้ออกกำลังกาย หลังจากนั้นก็กลับไปนอนริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลวงพี่คิดดูสิว่าถ้าผมต้องเดินไปมาระหว่าง ห้องรับแขกหน้ากระทรวง ห้องนั่งเล่นที่สวนสาธารณะ ห้องอาหารที่วัด และห้องนอนที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าต้องเดินไกลขนาดนี้ ผมต้องมีบ้านหลังใหญ่ขนาดไหน?”

“แบบนี้อาตมาไปอยู่กับลุงชัยดีไหม จะได้มีบ้านหลังใหญ่ ๆ บ้าง” อาตมาแกล้งเย้า

“หลวงพี่อยู่ที่นี่แหละดีแล้ว ความจริงบ้านมันคือความอบอุ่น ความสบายใจ อยู่ที่ไหนก็เป็นบ้าน”

“ป้ายรถเมล์ที่ลุงชัยนอนเมื่อคืนก็ใช่เหรอ?” อาตมาถาม เมื่อคืนเอาขยะไปทิ้งแล้วไม่ได้ยินเสียงขอบคุณ เพราะเจ้าของเสียงนอนหลับอยู่ที่ป้ายรถเมล์

“ใช่สิครับ ถ้าอยู่แล้วอบอุ่น อยู่แล้วสบายใจ คนที่อยู่ในตึกหลังใหญ่ๆ แต่ไม่อบอุ่นไม่สบายใจ นั่นต่างหากคือคนที่ไม่มีบ้าน” หลังจากฟังคำตอบนี้แล้ว อาตมาถึงขั้นต้องจ้องหน้า เพราะไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำพูดของลุงชัย หรือนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ที่ปลอมตัวแปลงกายมาหาความหมายชีวิตกันแน่

บทสนทนาดำเนินไปจนลุงชัยกินข้าวและทำแผลให้แมวเสร็จ

“ผมไปห้องนั่งเล่นก่อนนะครับ” ว่าแล้วแกก็ลุกไป แต่ยังไม่ลืมหันมาบอกแมวว่าอย่าไปเล่นซนที่ไหน และอย่าไปขโมยของใครกินอีก

ขณะที่กำลังจะหลับในคืนนั้น ก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์บิดแข่งกัน แล้วได้ยินเสียงดังโครมเหมือนรถล้ม สักพักก็ได้ยินเสียบไซเรน แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะเป็นเสียงปกติของถนนเส้นนี้อยู่แล้ว คิดว่าคงเป็นพวกแข่งรถกันแล้วเข้าโค้งรถล้ม พวกนี้โดนกับตัวเองเสียบ้างก็ดี

วันรุ่งขึ้น ออกบิณฑบาตแล้วเห็นรอยเลือด พร้อมเสียงคุยกันของแม่ค้าที่ขายของอยู่หน้าวัดว่า

“เด็กพวกนี้นี่มันจริง ๆ เลยนะ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไม่จบไม่สิ้น กรรมของลุงแกแท้ๆ เก็บขยะอยู่ดี ๆ มีแมวจะข้ามถนน กลัวแมวจะโดนรถชนเลยวิ่งไปช่วย สุดท้ายตัวเองเลยโดนชนเสียเอง ป่านนี้ไม่รู้ยังไง ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง”

ใช่ ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง อาตมาภาวนาในใจ ว่าขออย่าให้เป็นลุงชัยเลย

พอตกกลางคืนอาตมาเอาขยะไปทิ้ง ไม่ได้ยินเสียงขอบคุณ ไม่เจอลุงชัย อาตมาเริ่มกระวนกระวายใจ ภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย ขอให้แกนอนชมวิวอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนอย่างปกติก็แล้วกัน

ด้วยความร้อนใจ เลยติดต่อลูกศิษย์ที่เป็นพยาบาลให้ตรวจสอบข้อมูล อาตมาไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับแกเลยนอกจากชื่อ “ลุงชัย” ตอนนั้นนึกโกรธแกในใจ ถ้าบอกชื่อจริงกัน อะไรมันคงง่ายกว่านี้ พอบอกว่าให้ดูว่ามีคนไม่มีบ้านโดนรถชนแล้วไปโรงพยาบาลไหม ลูกศิษย์ก็ไม่เข้าใจอีก เลยต้องบอกว่าเป็นคนจรจัด ซึ่งลุงชัยไม่ชอบให้เรียกแบบนั้น แต่ในเวลานี้ ถ้านับเอาหนวดเคราบนใบหน้าที่แกไม่ยอมโกน น่าจะเข้าข่าย “จรจัด” อยู่  กระนั้น ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร

ลุงชัย ชายที่มีบ้านหลังใหญ่ที่สุดในโลก โดย พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ
ลุงชัย ชายที่มีบ้านหลังใหญ่ที่สุดในโลก โดย พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ

นับจากวันนั้น อาตมาก็เอาขยะไปทิ้งเองทุกวัน ด้วยหวังลึก ๆ ในใจว่าจะเจอลุงชัย นี่เวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ที่ไม่ได้ข่าวคราวของแก ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ถามจากทุกคนแถวนี้ก็ไม่มีใครรู้ สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือเปลี่ยนจากการอนุโมทนาบุญ เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แกได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี แม้ว่าจะไม่มีบ้านหลังใหญ่เท่าเดิมก็เถอะ

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่สวดมนต์แผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้แก ก่อนจำวัดก็เอาขยะไปทิ้งเป็นปกติ

“ขอบคุณครับ” เสียงนี้ดังขึ้นจากมุมมืดมุมหนึ่ง อาตมามองดูแล้วนึกอยู่ในใจว่า ถ้าไม่ใช่ลุงชัยตัวเป็น ๆ ก็คงเป็นวิญญาณแกที่ใส่เฝือกพร้อมถือไม้เท้ามาขอบคุณที่อุทิศส่วนกุศลให้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร ก็ไม่อาจสกัดกั้นความดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งได้ อาตมาวิ่งเข้าไปกอดแก ชายในชุดมอมแมม ผมเผ้ายาวเฟื้อย หนวดเครารุงรัง ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัวใจ ไม่รู้ว่าจะสื่อสารออกมายังไงหมด ได้แต่บอกแกไปว่า

ยินดีด้วยนะ ในที่สุดก็ได้กลับบ้านแล้ว”

“ครับ ผมก็ดีใจ แต่กลับมาแบบนี้ไม่ไหว คนมีบ้านหลังใหญ่แบบผม ต้องเดินนานกว่าเดิมอีก กว่าจะไปครบทุกห้อง”

ลุงชัย ชายที่มีบ้านหลังใหญ่ที่สุดในโลก

โดย พระมหาธนเดช  ธมฺมปญฺโญ

จากคอลัมน์ เย็นกายสุขใจ (หน้าธรรมวิจัย นสพ.คมชัดลึก วันอังคารที่ ๑ พฤษภาคม  ๒๕๖๑)

 

พระมหาธนเดช  ธมฺมปญฺโญ
พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here