วางใจเป็นกลาง (๑) โดย พระอาจารย์วิชัย  กัมมสุทโธ 

0
82

อาตมาตอนอยู่กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  เคยอ่านหนังสือของท่าน  ท่านเขียนไว้ช่วงหลังนี่  ออกมาเป็นหัวข้อแยกๆ ออกมา  เป็นประเด็นสำคัญออกมาไว้หน้าหนึ่ง  มีทุกเล่มเลย  แล้วมีว่า  “ผู้ใดทำใจให้ถึงซึ่งความเป็นกลางได้  ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” แต่ก่อนนี้ยังไม่เข้าใจหรอกนะ  เคยไปถามท่านว่า  หลวงปู่  พิจารณาอย่างไรเสร็จแล้วเดี๋ยวก็ต้องมาอยู่ที่จิตผู้รู้  อย่างนั้นก็ไม่ต้องพิจารณาเลยไปอยู่ที่ผู้รู้เลย  อย่างนี้แบบอยากเอาสบาย  ยังเข้าใจผิดอยู่  หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร  พออีกสองอาทิตย์ขึ้นไปหา  เสร็จแล้วพระก็บอก  คุณหมอลงไปได้แล้ว  หลวงปู่จะได้พัก  ก็กำลังจะขยับลง  ท่านก็ถามว่า  ยังภาวนายังเป็นแบบเดิมไหม  จริงๆ เราถามท่านทีแรกก็ไม่ได้จะอะไรกับท่านหรอก  ถามสนทนากันเฉยๆ  แต่ท่านใส่ใจ ท่านก็ถาม  เราก็เงียบ  ท่านก็เลยพูดแนะนำอยู่ครึ่งชั่วโมง  ประมาณนั้นกะเอา  แล้วก็อุปมาอุปไมยให้ฟังหลายๆ ลักษณะ แต่ก็เรื่องเดียวนั่นแหละ หมายความว่าให้เราพิจารณาให้หมด  มันจะหยุดของมันเอง  เมื่อเราพิจารณารอบหมดแล้วในสมมติทั้งหมดแล้ว  พิจารณาเห็นมันชัดแจ้งหมดทุกอย่างแล้ว  ถึงที่สุดมันหยุดของมันเอง  ไม่ใช่ให้เราไปหยุดอยู่ที่ผู้รู้  เราไปทำอย่างนั้นมันก็ไปหยุดแค่สมถะ เหมือนหินทับหญ้า  พอหินออกหญ้ามันขึ้น  เหตุนั้นให้เราพิจารณาขันธ์ ๕ นั่นเอง พิจารณาให้มันรอบ  เข้าใจมันหมดแล้ว  เห็นความจริงมันหมดแล้วเดี๋ยวมันหยุดเอง ไม่ต้องไปอยากให้มันหยุดหรอก  มันหยุดของมันเอง  เหมือนขุดบ่อน้ำ  เหมือนทางอีสานเขาไม่มีน้ำใช้เขาขุดบ่อน้ำ  เขาขุดๆๆ ขุดลงไปจนถึงตาน้ำ  น้ำมันจะซึมขึ้นก็ตักน้ำได้

เพราะฉะนั้นเหตุนั้น  บางทีเราขุดไม่ถึงตาน้ำ  โอ๊ย  ไม่มีน้ำก็เลิกขุดไปขุดที่ใหม่  พอไม่มีน้ำก็ไปขุดที่ใหม่  ก็เลยไม่มีน้ำใช้สักที  เปลี่ยนที่ไปเรื่อย

เหตุนั้นการขุดเพื่อให้ถึงตาน้ำต้องขุดอยู่ในกายใจเรานี่  อย่าไปหาข้างนอก  ธรรมะอยู่ในกายใจนี่ 

หาภายในกายใจนี่  ถ้าอยู่ในกายใจนี้เดินมรรค  ถ้าออกนอกกายใจนี้  ส่งนอกออกไปเป็นสมุทัย  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  ถ้าหาในกายใจนี่เดินมรรค  หรือรูปนามนั่นเอง  มันจะแยกออกไปอีก  เป็นกายเวทนาจิตธรรมก็ได้  หรือจะแยกออกไปอีกก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั่นเอง  ก็อันเดียวกันหมด  หรือจะพูดเรื่องอายตนะทั้ง ๖  ตาหูจมูกลิ้นกายใจ  ก็อันเดียวกันอีก  หรือจะพูดเรื่องธาตุทั้ง ๔ แล้วก็อากาศธาตุคือช่องว่าง  แล้วก็ธาตุรู้  ก็อันเดียวกันนั่นแหละ  แล้วแต่ใครถนัดชอบอันไหน  เพื่ออะไร  เพื่อให้เห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้  เมื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้  มันจะวางความสำคัญผิดเรียกว่าอุปาทาน  สำคัญว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของเราเป็นเราเป็นตัวตนของเรานั้นเอง

เหตุนั้นการพิจารณาจึงต้องพิจารณากาย  เพื่อให้เห็นความจริงของกายมันเป็นอย่างไร  จะพิจารณาลงเป็นธาตุก็ได้   ธาตุ ๔ ดินน้ำไฟลม  ของแข็งก็เป็นธาตุดิน  ของเหลวก็เป็นธาตุน้ำ  เอิบอาบไปเป็นธาตุน้ำ  ความร้อนความเย็นก็เป็นธาตุไฟ  เคลื่อนไหวไปมาเป็นธาตุลม  ก็ได้  ถ้าเป็นธาตุแล้ว  คำว่าธาตุ  ธาตุภายใน  ธาตุภายนอก  ตัวเราเป็นธาตุภายใน  นอกตัวเราออกไปเป็นธาตุภายนอก  แม้จะมีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครองก็เป็นธาตุเหมือนกัน  ตึกรามบ้านช่องก็เป็นธาตุเหมือนกัน

เมื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้มันเป็นธาตุ  มันก็ละอุปาทานที่สำคัญว่า  เป็นสัตว์เป็นบุคคล  เป็นตัวตน  เป็นเราเป็นเขาออกไปได้  การที่มันรู้มันเห็นตรงนี้ตามความเป็นจริงตรงนี้  เขาเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ  เห็นชอบเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง  วิญญาณที่จะเป็นมิจฉาทิฏฐิที่จะรู้ตามความหลงก็ไม่มี  อันนี้เป็นเรื่องของรูป

(โปรดติดตามตอนต่อไป หน้าธรรมวิจัย วันอังคารหน้า)

จากธรรมบรรยาย เรื่อง “วางใจเป็นกลาง” เทศน์ที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ โดย พระอาจารย์วิชัย  กัมมสุทโธ  สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม อ.พล จ.ขอนแก่น

วางใจเป็นกลาง (๑) โดย พระอาจารย์วิชัย  กัมมสุทโธ 

จากคอลัมน์ ทางสายกลาง (หน้าธรรมวิจัย นสพ.คมชัดลึก วันอังคารที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๑)

 

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ
พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here