พระพุทธศาสนาในเมืองไทยเหมือนต้นไม้ที่มีลำต้นมาจากรากเดียวกัน คือ หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแตกออกเป็น ๒ กิ่งใหญ่ คือ เถรวาท (คณะสงฆ์ไทย) และ มหายาน แล้วกิ่งเถรวาทก็แตกออกเป็นก้านธรรมยุต และมหานิกาย ส่วนก้านมหายาน ก็แตกออกเป็น จีนนิกายและ อนัมนิกาย(ญวนหรือเวียดนาม) แล้วก็งอกออกเป็นใบให้ร่มเงาได้ร่มเย็น ซึ่งก็คือ พิธีกรรมทางศาสนาตามจารีต ประเพณี และวัฒนธรรมของนิกายที่นับถือ

เราจึงเห็นพระสวดศพแบบไทย  แบบจีน  แบบญวน ก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกอะไร  ขึ้นอยู่กับว่าเราไปงานศพของใคร  ใช้พระไทย  พระจีน  หรือพระญวนสวด  แม้ในพิธีกรรมอื่นๆ ก็เช่นกัน  ขึ้นบ้านใหม่พระไทยอาจเจิม ส่วนพระจีน  พระญวนอาจแปะยันตร์  ก็ไม่ได้แปลกในสังคมไทยในอดีต

ในเมืองไทยเราถือกันมาอย่างนี้ช้านาน  เกือบจะเป็นลักษณะพิเศษของชาวพุทธเมืองไทย  ใครทุกข์ร้อนสิ่งใด ก็ใช้พระศาสนาทั้งในแง่ของคำสอนและพิธีกรรมแก้ทุกข์ด้วยวิธีที่เหมาะแก่อัธยาศัย  และจริตของตน ก็พอผ่อนคลายทุกข์ในจิตไปได้

เราจึงเห็นการไปไหว้พระ ๙ วัด เพื่อเป็นสิริมงคล  การไปเสี่ยงเซียมซี เพื่อดูโชคชะตา และป้องกันเหตุร้ายด้วยการสะเดาะเคราะห์  เราจึงเห็นพระประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์  เพื่อช่วยปัดเป่าความทุกข์ในใจของผู้คน ซึ่งก็มีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล  ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เกิดภัยพิบัติในกรุงเวสาลี นครหลวงแห่งแคว้นวัชชี   ซึ่งเคยเป็นเมืองมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ เนืองแน่นไปด้วยอาณาประชาราษฎร์

คราวนั้น ฝนแล้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก  พวกอมนุษย์ได้กลิ่นซากศพก็เข้าสู่นคร ทำอันตรายแก่หมู่มนุษย์  ทำให้คนตายเพิ่มจำนวนมากขึ้น  เมื่อความไม่สะอาดปฏิกูลแพร่กระจายไป โรคระบาดก็เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนล้มตายเหลือที่จะนับได้ จนกระทั่งต้องทูลเชิญองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาช่วยปัดเป่าภัยพิบัติ

พระบรมศาสดาทรงพิจารณาเห็นว่า  หากพระองค์เสด็จไปกรุงเวสาลี ประโยชน์ ๒ อย่างจักเกิดขึ้น คือ ๑. พระองค์จะแสดงรัตนสูตรในสมาคมนั้น เป็นเหตุให้ชาววัชชีได้ดวงตาเห็นธรรม  บรรลุมรรคผลเป็นอันมาก  ประการหนึ่ง และ ๒. ภัยพิบัติทั้งหลาย จะสงบเพราะการเสด็จไปของพระองค์อีกประการหนึ่ง

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับยืนที่ประตูพระนครเวสาลี  ทรงรับสั่งให้พระอานนท์เรียน รัตนสูตร กล่าวสัจจะอันอาศัยคุณพระรัตนตรัย เพื่อกำจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายภัยพิบัติทั้งปวง  พระอานนท์เอาน้ำใส่บาตรของพระพุทธองค์ เดินสวดรัตนสูตร พลางประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไปทั่วพระนคร

พอพระอานนท์เถระขึ้นบท “ยังกิญจิ วิตตัง ฯลฯ “ พวกอมนุษย์ที่ยังไม่หนีไปไหนตั้งแต่แรกที่พระพุทธองค์เสด็จมา ได้แอบอยู่ตามที่ต่างๆ ก็ทนไม่ไหว ชิงกันหนีกระเจิงออกไปจากพระนครกันหมด พอพวกมนุษย์ออกไป โรคในตัวมนุษย์ก็หาย ผู้ที่หายจากโรคก็ลุกออกมาบูชาพระอานนท์เถระด้วยเครื่องบูชาต่างๆ

เห็นได้ว่า ตั้งแต่พระพุทธเจ้ามาจนถึงบูรพาจารย์เราท่านประคับประคองรักษาความสมดุลทางศาสนากันมาเช่นนี้  หากฆราวาสในปัจจุบัน เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ ที่ห่อหุ้มแก่นธรรมไว้ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา  ก็คงไม่พบกับปัญหา  การวิพากษ์วิจารณ์พระจนเสียๆ หายๆ เพราะอยากจะให้พระสงฆ์เป็นแบบเดียวกันตามที่ตนเองคิด  ผิดจากนี้ไม่ใช่  ก็คงไม่เกิดขึ้น

การที่เรามองพระพุทธศาสนาเชิงวัฒนธรรม  ประเพณี และพิธีกรรมอย่างเปิดใจจะทำให้เราเห็นภาพรวมของพระพุทธศาสนาที่เป็นต้นโพธิ์ใหญ่  แผ่กิ่งก้านสาขาไปกว้างไกล  ให้ร่มเงาเป็นที่พักพิงอาศัยของมนุษย์ และสัตว์น้อยใหญ่ เฉกเช่นพระอาทิตย์ พระจันทร์ สายลม และเมฆฝน ที่ประพรมลงมายังผืนดินอย่างไม่เคยเลือกปฏิบัติมาตลอดกาลนาน

ยิ่งพระสงฆ์เราในปัจจุบัน  ยกจิตให้สูงขึ้น  มองญาติโยมด้วยแววตาแห่งความเมตตา อบอุ่น อ่อนโยน ปรารถนาดี  ทำความรู้สึกว่า ญาติโยมเป็นเหมือนญาติพี่น้องของเรา บาลีว่า  วิสฺสาสปรมา ญาติ แปลว่า ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง

ความคุ้นเคยในที่นี้นั้น หมายถึง ความไว้วางใจกันได้  เกื้อกูลกันได้  ไม่อยากให้เขาทุกข์  เดือดร้อนใจ  หากพระเห็นญาติโยมเป็นเช่นนี้ ก็จะทำให้เมล็ดโพธิ์ที่แม้แต่นกได้ถ่ายมูลไว้  เมื่อไปเติบโตในที่แห่งใด  จักเป็นร่มเงาแห่งความเย็นใจต่อไปไม่สิ้นสุด

การเดินทางของเมล็ดโพธิ์

โดย พระราชกิจจาภรณ์  (เทอด  ญาณวชิโร)

พระราชกิจจาภรณ์
พระราชกิจจาภรณ์

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here