ปาฏิหาริย์เกิดจากการสวดมนต์ได้อย่างไร

พระพุทธมนต์จะทรงพลานุภาพ สร้างปาฏิหาริย์ในการต้านทาน คุ้มครอง ป้องกัน รักษาได้  ต้องอาศัยจิตที่อ่อนโยนมีเมตตาเป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่ ไม่มีกรรมหนักตัดรอนขัดขวาง   เป็นหลักการที่สำคัญ  พระพุทธพจน์ที่นำมาเป็นพระพุทธมนต์นั้น  บางสูตรพระพุทธองค์ทรงใช้สวดเอง  บางสูตรทรงแนะนำให้พระสงฆ์สาวกใช้  บางสูตรเทวดาเป็นผู้ นำมาแสดง

โพชฌงคสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์สวดให้พระมหากัสสปะ และมหาโมคคัลลานะฟังจนหายจากเป็นไข้ไม่สบาย และเมื่อพระองค์ประชวรก็ได้ให้พระมหาจุนทะสวดโพชฌงคสูตรให้สดับ จนหายจากอาการประชวรเช่นกัน

กรณียเมตตสูตร  เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำภิกษุ ให้แผ่เมตตาจิตไปในมวลสรรพสัตว์  ตลอดจนเทพเทวาภูติผีปีศาจทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไร้พรมแดนขีดขั้น ไม่ว่าสัตว์นั้นหรือเขาผู้นั้นจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนาอะไร จะเกี่ยวข้องกับเราโดยความเป็นญาติ เป็นประเทศ เชื้อชาติ ศาสนาหรือไม่ก็ตาม ให้มีจิตกว้างขวางไร้ขอบเขตขีดขั้น ขอให้เขาได้มีความสุข  หากทำได้เช่นนี้ นอกจากเทวดาจะไม่แสดงสิ่งที่น่ากลัวหลอกหลอนแล้ว   ยังมีใจอนุเคราะห์ภิกษุโดยไมตรีจิตด้วยความอ่อนโยนมีเมตตา

รัตนสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระอานนท์เถระน้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย  คือ  พุทธรัตนะ    ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะแล้วทำสัจกิริยา คือ การตั้งสัจอธิษฐานตามความเป็นจริง ให้เกิดเป็นอานุภาพขจัดปัดเป่าภัยพิบัติที่เกิดแก่ชาวเมืองเวสาลี  ภายหลังได้กลายเป็นแบบอย่างในการทำน้ำพระพุทธมนต์สำหรับพระสงฆ์สาวกต่อมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น  ยังปรากฏในประวัติพระองคุลิมาลเถระว่า  พระพุทธองค์ ทรงแนะนำให้พระองคุลิมาลเถระทำสัตยาธิฐานเพื่อให้ หญิงคนหนึ่งคลอดบุตรง่าย  เมื่อพระเถระกล่าวคาถาจบทารกก็คลอด โดยง่าย  มีความปลอดภัยทั้งแม่และลูก  อานุภาพนั้นได้คุ้มครองไปถึงผู้ที่ ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ด้วย

อาฏานาฎิยสูตร    เป็นคาถาที่เทวดาทั้ง ๔ ตนที่เรียกกันว่า “ท้าวจาตุมหาราช” ผูกขึ้นมา แสดงแก่พระพุทธองค์    เพื่อให้พระสงฆ์สวดป้องกันเหล่าอมนุษย์บางพวกที่ ไม่หวังดีต่อพระสงฆ์สาวกที่ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร เมื่อ ไม่มีอะไรป้องกัน เหล่าอมนุษย์ที่ไม่เลื่อมใสก็จะรบกวนเบียดเบียนให้ ได้รับความลำบาก ท้าวมหาราชจึงได้แสดงเครื่องป้องกันรักษาชื่อ    อาฏานาฏิยรักษ์นี้ไว้

พระพุทธมนต์ตามที่กล่าวมานั้น จะมีอานุภาพต้องอาศัยการสวดอย่างสม่ำเสมอจนจิตแน่วแน่มั่นคงเป็นสมาธิเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

การเจริญสมาธิภาวนา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด  ย่อมมีอานุภาพในการต้านทาน สิ่งไม่ดีทั้งหลาย  ในเบื้องต้นสามารถต้านทานกิเลสภายในตัวเองก่อน     แล้วขยายอานุภาพออกไป สู่การต้านทานสิ่งไม่เป็นมงคลอันเกิดจากมนุษย์ และอมนุษย์ที่เป็นพาลสันดานหยาบทั้งหลาย    ในขณะเดียวกันก็เป็นพลัง แห่งการก่อเกิดสิ่งดีงาม คือ  ความอ่อนโยนมีเมตตาเอื้ออาทรภายในตน เองก่อน แล้วขยายอานุภาพกว้างออกไปสู่การก่อเกิดสิ่งอันเป็นมงคลภายนอกทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประสบผลสำเร็จในสิ่งปรารถนาทุกประการ

 

ในอรรถกถาคัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก ได้แสดงวิธีการเจริญ พระพุทธมนต์ไว้ว่า

หากเรียนด้วยความตั้งใจจนเกิดความช่ำชองคล่องปาก ไม่ตกหล่นทั้งอรรถและพยัญชนะ  มีจิตประกอบด้วยเมตตาหวังให้ผู้คน พ้นจากทุกข์    บริกรรมพระพุทธมนต์แผ่เมตตาไปไม่เห็นแก่ลาภ ย่อมจะบังเกิดเป็นอานุภาพคุ้มครองป้องกันเหล่าอมนุษย์และสรรพอันตรายทั้งหลาย

สำหรับผู้เจริญพระพุทธมนต์    และผู้ฟังการเจริญพระพุทธมนต์  หากกระทำด้วยจิตเลื่อมใส  ไม่มีกิเลสมาครอบงำจิต   ไม่มีกรรมหนัก  มาตัดรอน  อีกทั้งยังไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย  พระพุทธมนต์ย่อมจะมีอานุภาพ ในการบำบัดทุกข์โศกโรคภัย  ความเจ็บป่วยไข้  และสรรพอันตรายทั้งหลายได้  สามารถดับความเร่าร้อนกระวนกระวายใจ ขจัดลางร้ายและฝันร้ายทั้งหลาย    ปัดเป่าเสนียดจัญไร  อุบัติเหตุ    สิ่งอัปมงคลอันเกิดจาก บาปเคราะห์    ฤกษ์หามยามร้ายและสิ่งที่ไม่พึงพอใจต่างๆ   ป้องกันแม้ โจรภัย    อัคคีภัย   วาตภัย  อุทกภัย   อสรพิษ      สัตว์ร้าย   อมนุษย์ ภูตผีปีศาจ  ยักษ์  นาค  คนธรรพ์  และเทวดาที่ไม่หวังดีทั้งหลาย คุ้มครอง ป้องกันรักษาตลอดทั้งครอบครัวหมู่ญาติ  พวกพ้องและบริวารทั้งหลายให้ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยนานาประการ  แคล้วคลาด ปลอดภัย จากผู้จองเวรที่คอยจ้องผลาญ นอนหลับก็สบายไม่ฝันร้าย  เป็นผู้ มีอายุ   วรรณะ   สุขะ    พละ    และเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนาตลอด กาลทุกเมื่อ

 

ทำไมสวดมนต์แล้วไม่เกิดปาฏิหาริย์

แม้พระพุทธมนต์ที่เจริญด้วยจิต เป็นสมาธิ แผ่เมตตาไป ไม่เห็นแก่ลาภ จนเกิดอานุภาพในการต้านทาน ป้องกัน รักษา   แต่ก็ยังมีเหตุที่พระพุทธมนต์ไม่เกิดอานุภาพ

พระพุทธมนต์ไม่เกิดอานุภาพ ด้วยเหตุ ๔  ประการ   ดังนี้

๑.           เมื่อผู้สวดหรือผู้ฟังการเจริญพระพุทธมนต์ไม่มีความเชื่อความเลื่อมใสในอานุภาพแห่งพระพุทธมนต์

๒.           แม้ผู้สวดหรือผู้ฟังพระพุทธมนต์มีความเชื่อความ เลื่อมใส ในอานุภาพแห่งพระพุทธมนต์  แต่ในขณะที่เจริญพระพุทธมนต์มีกิเลส ครอบงำ  แล้วเจริญพระพุทธมนต์เพราะอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้  ทำให้จิตวอกแวก ฟุ้งซ่านไม่เป็นสมาธิ  เช่นนี้พระพุทธมนต์ก็ไม่มีอานุภาพในการต้านทาน

๓.                          แม้ผู้สวดหรือผู้ฟังพระพุทธมนต์จะมีความเชื่อความเลื่อมใส  แล้วเจริญพระพุทธมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่ไม่ วอกแวกฟุ้งซ่าน แต่หากมีกรรมหนัก คือ  อนันตริยกรรมมาตัดรอน ขัดขวาง  พระพุทธมนต์ก็ไม่มีอานุภาพในการต้านทาน  เพราะขณะนั้น กรรมกำลังให้ผลตามที่ผู้นั้นได้กระทำไว้

๔.           ถึงแม้ผู้สวด  หรือผู้ฟังพระพุทธมนต์จะมีความเชื่อความ เลื่อมใส  แล้วเจริญพระพุทธมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธิมั่นคงแน่วแน่ไม่ วอกแวกฟุ้งซ่าน  และไม่มีกรรมหนักมาตัดรอนขัดขวาง  แต่หากผู้สวดหรือ ผู้ฟังถึงวาระสิ้นอายุขัยตามวัยของมนุษย์  อานุภาพของพระพุทธมนต์ก็ จะไม่ต้านทาน  ท่านเปรียบเหมือนคนถึงคราวสิ้นอายุขัย  แม้จะได้รับการ เยียวยารักษาจากหมอผู้เชี่ยวชาญ และด้วยยาขนานพิเศษอย่างไรก็ช่วย ไม่ได้   ต้องเป็นไปตามธรรมดาของสังขารร่างกาย

 

ผู้ที่นำพระพุทธพจน์มาบริกรรมภาวนาในรูปแบบการเจริญพระพุทธมนต์  หากมุ่งหวังให้พระพุทธมนต์เป็นพระปริตรที่มีพลานุภาพ ในการต้านทาน  จำเป็นต้องมีความเชื่อความเลื่อมใสประกอบด้วยเมตตาจิตปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ไม่เห็นแก่ลาภ มีจิตเป็นสมาธิไม่ฟุ้งซ่านเจริญพระพุทธมนต์  แล้วกระทำสัจกิริยา  คือ  ตั้งสัจอธิษฐานตามความเป็นจริง  หากยังไม่สิ้นอายุขัย  ไม่มีกรรมหนักขัดขวาง พระพุทธมนต์ย่อมจะเกิดพลานุภาพในการต้านทานตามความมุ่งหวังทุกประการ  ฯ

 

ทำไมต้องสวดมนต์เป็นภาษาบาลี

การสวดมนต์ก็คือการเจริญสมาธิภาวนา  เป็นการผูกหรือเพ่งจิตให้อยู่กับคำใดคำหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น  พุทโธ  พุทโธ, พองหนอ-ยุบหนอ, สัมมา-อะระหัง เป็นต้น ให้จิตเกาะเกี่ยวไหลไปตามกระแสของคำนั้นๆ  เพื่อเป็นสื่อให้จิตเข้าถึงความสงบ มีค่าเท่ากับจิตผูกเพ่งอยู่กับการสวดมนต์ที่จิตเกาะเกี่ยวไปกับทุกอักระของบทสวดมนต์

จิตที่ไหลไปเป็นกระแสตามทุกอักขระเช่นนี้ ไม่เปิดโอกาสให้นิวรณ์  คือ  สิ่งที่ขวางกั้นจิตไม่ให้ทำความดี  เช่น ความรักโลภ โกรธหลง  กามราคะ  อาฆาตพยาบาท  หงุดหงิด  ฟุ้งซ่าน  รำคาญ  เบื่อหน่ายแทรกเข้ามาครอบงำจิตได้  ทำให้จิตมีความผ่องใส  เป็นจิตมีพลังในการต้านทานกิเลสที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือสติปัญญา  มีความฉับไวต่อการรับรู้อารมณ์ และคมต่อการแยกแยะความถูกผิด

 

การสวดมนต์  คือ การเจริญสมาธิภาวนา

การสวดมนต์ เป็นรูปแบบของการเจริญสมาธิภาวนาอย่างหนึ่ง แต่แทนที่จะใช้วิธีนั่งบริกรรม ให้จิตเกาะเกี่ยวอยู่กับคำใดคำหนึ่ง  หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น  พุทโธ  พุทโธ เป็นต้น เพื่อเป็นสื่อให้เข้าถึงความสงบ  ก็ใช้วิธีให้จิตเกาะเกี่ยวไปกับอักขระเป็นกระแสเช่นนี้ ไม่ปล่อยให้ความ รักโลภโกรธหลง กามราคะ อาฆาตพยาบาทได้โอกาสแทรกเข้ามา        ครอบงำจิต ทำให้จิตมีความผ่องใสเป็นจิตมีพลังในการต้านทานกิเลสที่จะ เข้ามามีอำนาจเหนือสติปัญญา

จิตเช่นนี้เป็นจิตสงบ  คือ  สงบจากกาม ราคะ   อาฆาตพยาบาท  หงุดหงิดฟุ้งซ่าน  รำคาญ  เบื่อหน่ายจึงชื่อว่า  “จิตเป็นสมาธิ” การสวดมนต์เป็นภาษาบาลีจึงเป็นวิธีการทำสมาธิอย่างหนึ่ง

 

การสวดมนต์  คือ การทรงจำพระพุทธพจน์

การสวดมนต์ คือ การท่องบ่นสาธยายพระพุทธพจน์ ซึ่งถูกบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี เพื่อการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ยืนยาวสืบต่อไป

การสวดมนต์ในอีกด้านหนึ่งก็คือการเจริญสมาธิภาวนา  ที่ได้นำเอาพระพุทธพจน์มาเป็นบทบริกรรมภาวนา   ให้จิตเกาะเกี่ยวไปกับทุกขณะของอักขระที่กำลังสวดสาธยาย  ไม่ปล่อยให้ นิวรณ์แทรกเข้ามาทำให้จิตเศร้าหมองได้นั่นเอง

พระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาล  นอกจากจะมีหน้าที่ในการเจริญสมาธิภาวนาเพื่อนำตนออกจากทุกข์แล้ว ยังมีภาระหน้าที่ในการทรงจำพระพุทธพจน์ เพื่อสืบต่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ควบคู่กันไปอีกด้วย   พระสาวกสมัยพุทธกาลจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่จะต้องท่องบ่น สาธยายพระพุทธพจน์  เพื่อรักษาคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก  ในขณะเดียวกันก็

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here