๓. ถาม ตอนกรวดน้ำเราอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

เป็นการขอขมาใช่หรือไม่

แล้วเจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรมให้เรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นไหม?

 

ตอบ  กรณีนี้พิจารณา ๒ ประเด็นคือ

. เรื่องการกรวดน้ำอุทิศ

ในติโรกุฑฑสูตรพิจารณาการกรวดน้ำ ๒ แบบ คือ

ก. กรวดน้ำให้ญาติและมิตร คือพระเจ้าพิมพิสารกรวดน้ำถึงญาติ  และมิตรที่ล่วงลับไปแล้วได้ปกปักษ์รักษาเรา เช่นเดียวกับในชาณสุโสณีสูตรก็อธิบายเพิ่มถึงบุญนั้นจะได้กับญาติที่มีสายเลือดเดียวกัน  แต่พราหมณ์ชาณุโสณิจึงถามว่า “แล้วถ้าญาติเหล่านั้นไม่มีละ” พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยว่า “นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่จะมีได้” คือเข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่มีญาติล่วงลับไปแล้ว

ข. กรวดน้ำเพื่อป้องกันเจ้ากรรมนายเวรคือภูตที่มาทำร้ายแล้ว  โดยเรากรวดน้ำให้ภูติที่มาทำร้ายเราได้เกิดเมตตา ไม่ทำร้ายเรา โดยเนื้อหาปรากฏในรัตนสูตร อันแสดงไว้ก่อนหน้าติโรกุฑฑสูตรอีกที

. เรื่องกรรม  กรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก 

แม้แต่เรื่องอโหสิกรรมก็เช่นเดียวกัน 

มีธรรมบทเรื่องบุรพกรรมของอชครเปรตเล่าว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่าสุมงคลกำลังสร้างกุฎิสำหรับพระพุทธองค์และจะทำการฉลอง วันหนึ่งขณะเดินไปยังกุฎิของพระพุทธองค์แต่เช้า เห็นโจรคนหนึ่งนอนเอาผ้ากาสาวะคลุมร่างตลอดถึงศีรษะทั้งมีเท้าเปื้อนโคลนอยู่ในศาลาหลังหนึ่ง  ใกล้ประตูพระนคร  จึงกล่าวขึ้น

“เจ้าคนนี้นอนทั้งที่เท้าเปื้อนโคลน คงจะเป็นคนที่เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนมาแล้วก็นอนเป็นแน่”

โจรเปิดหน้าเห็นเศรษฐีแล้ว คิดในใจว่า “เอาเถอะน่ะ พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะรู้สึก” จึงผูกอาฆาตกับเศรษฐี ได้เผานาเศรษฐีถึง ๗ ครั้ง ตัดเท้าโคทั้งหลาย ในคอก ๗ ครั้ง เผาเรือน ๗ ครั้ง แต่ไม่ว่าจะทำอย่าง  เศรษฐีก็ไม่เคยเครียดแค้นสักครั้ง จึงเริ่มทำการสนิทชิดเชื้อกับคนใช้ของเศรษฐีนั้นแล้วถามว่า “อะไรเป็นที่รักของเศรษฐี” “อะไรที่เศรษฐีจะรักยิ่งกว่ากุฎิที่สร้างไว้ไม่มีแล้ว”

เขาจึงจุดไฟที่กุฎิ เศรษฐีได้ทราบว่ากุฎิถูกไฟไหม้จึงสร้างกุฎิใหม่แล้วในวันฉลองก็มอบผลบุญส่วนหนึ่งให้โจร  โจรที่ติดตามเพื่อฆ่าเศรษฐีพอได้ยินก็รีบขอขมา เศรษฐีก็อภัยให้ และขอให้โจรอภัยให้เช่นกัน’

โจรนั้นทำกรรมนั้นแล้ว แต่ในท้ายสุดเมื่อตายไปก็เกิดในนรกอเวจีสิ้นกาลนาน ต่อมาก็เกิดเป็นเปรต ถูกไฟไหม้อยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ด้วยวิบากกรรมที่เหลือ…

น่าสนใจว่า  แม้โจรจะขอขมาแล้วและได้รับการให้อภัยจากเศรษฐี  แล้วทำไมจึงเกิดเป็นเปรตอีก  เรื่องนี้พิจารณาให้ละเอียดจะเห็นผลกรรมนั้นซับซ้อน เพราะโจรทำหลายอย่างทั้งเผานา ตัดขาโค เผาเรือน และสุดท้ายเผาวัด ซึ่งเหตุเหล่านี้ไม่ได้รับการให้อภัย ฉะนั้น ผลกระทบอันเกิดจากกรรมนั้นจึงกระทบกับคนอื่นๆ คือถึงแม้เศรษฐีจะให้อภัย  แต่บ้านเรือนที่ไหม้ไป คนในบ้านก็เดือดร้อน อีกโคที่ได้รับทุกข์จากการตัดขา และกุฎิที่โดนเผาจะสร้างทุกข์ให้กับคนอื่นที่อาจเสียสละทรัพย์สร้างจนสำเร็จอีกกี่คน ผลกระทบนี้เราไม่รู้ได้ทำกรรมกับใครอีกบ้าง  พระพุทธองค์จึงทรงตรัสตอนท้ายของเรื่องอชครเปรต ว่า “อันคนพาล ทำกรรมทั้งหลายอันชั่ว ไม่รู้สึกถึงผล บุคคลผู้เขลา ย่อมเดือดร้อน ดุจถูกไฟไหม้ เพราะกรรมของตนเอง”

เพราะความไม่รู้ว่ากรรมนั้นหนักขนาดไหน  ถึงแม้เราจะกรวดน้ำอุทิศให้เขาแล้ว  แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีคนอื่นได้รับผลกระทบจากกรรมในครั้งนั้นของเราอีก  ฉะนั้น เนื้อหาตรงนี้จึงอาจมองได้ว่า “เมื่อไม่รู้ผลกรรมว่ากระทบกับใครไปบ้าง เราจึงมักเดือดร้อนจากผลกรรมนั้นอยู่ดี ไม่มากก็น้อย”

ฉะนั้น  การกรวดน้ำและอุทิศส่วนบุญให้จึงช่วยให้เจ้ากรรมนายเวรมีเมตตา ไม่ทำร้ายเรา (แม้แต่โจรที่ผูกอาฆาตได้ฟังก็ยังให้อภัยเศรษฐี จะกล่าวถึงพวกเจ้ากรรมนายเวรที่ล่วงลับไปแล้ว พอได้รู้ก็อาจมีเมตตาและไม่ทำร้ายเรา) และเป็นการอุทิศให้เทวดาหรือหมู่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วช่วยปกปักษ์รักษาอีกชั้นหนึ่ง  แต่การให้อภัยหรืออโหสิกรรมนั้นถูกพิจารณาในกรณีที่กรรมนั้นไม่ซับซ้อนมากคือพอแก้ไขได้ ไม่ใช่กรรมหนักหรือมีคู่กรณีเยอะเกินไปก็อาจต้องทำบุญและอุทิศให้บ่อยๆ

 

ตอบปัญหาธรรม

โดย…พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี (เหมประไพ) ป.ธ.๙,ดร.

ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร

สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์

พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี ดร.
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี ดร.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here