ออมภูมิปัญญา บวชป่า รักษาชุมชน  โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

0
119

 

การลงพื้นที่ธรรมสัญจรจาริกบุญ จารึกธรรม ติดตามการทำงานของ พระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ ในสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าถึงการออมคม ในสัปดาห์นี้ขอเล่าถึงการออมภูมิปัญญา

แนวความคิดในการออมภูมิปัญญาของพระอาจารย์ฐานันดรเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านได้กลับมาอยู่ที่อาศรมบ้านดอกแดง ได้ทำความเข้าใจ ศึกษาปัญหาต่างๆ ของชุมชนอยู่หลายเดือน จนเห็นภาพที่ชุมชนเปิดรับเอาวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ สมัยใหม่เข้ามาอย่างรวดเร็วจนกลืนวิถีของความเป็นชาวปกาเกอะญอไปอย่างรวดเร็ว พิธีกรรมประเพณีต่างๆ ค่อยๆ หายไป กล่าวถึงประเพณีที่สำคัญของชุมชน คือประเพณีกี่จึ๊อ นิยมทำกัน ๒ ระดับ

ระดับหมู่บ้าน ปีหนึ่งทำกันสองครั้ง

ครั้งที่หนึ่ง เรียกว่า ฮิซอโข่  เป็นพิธีกรรมมัดมือซึ่งเป็นพิธีใหญ่ระดับหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีวัตถุประสงค์ ให้ครอบครัวมีความสุข ให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่บ้าน ให้ลูกหลานที่อยู่ใกล้และไกลที่ไปอยู่ต่างถิ่นกลับมาร่วมทำพิธีปีละครั้งเป็นการมัดมือขอบคุณผีบ้านผีเรือนผีบรรพบุรุษขอบคุณธรรมชาติ

ครั้งที่สอง เรียกว่า ลาคุปู  เป็นพิธีกรรมมัดมือเรียกขวัญให้ได้พืชพันธัญญาหาร ให้ได้ผลผลิตที่ดี ทำในช่วงเดือนสิงหาคม

ระดับครอบครัว  เรียกว่า กี่จึ๊อ ลื่อต่า หมายถึง พิธีมัดมือในครอบครัวและรายบุคคล เนื่องด้วยปรารภเหตุคนในครอบครัวไม่สบาย มีความเชื่อว่าต้องแก้ด้วยการกินไก่กินหมู ที่เลี้ยงไว้เป็นเชื้อประจำบ้านในการทำพิธีแต่ละครั้งคนในครอบครัวต้องมาพร้อมหน้าอยู่ครบทุกคน ส่วนรายบุคคล (มีกี่ชู่จึ๊อ วี่ต้า เซอต่า)เป็นการสืบชะตาชีวิต สะเดาะเคราะห์เมื่อมีภัย มีพิธีหลายแบบตามวัตถุประสงค์ของพิธีนั้นๆ

จากการที่ได้คุยกับพระอาจารย์ก็ทำให้ได้เข้าใจแนวความคิด ในการส่งเสริมการรักษาภูมิปัญญา บางอย่างพระอาจารย์ก็ต้องการให้รักษาสืบต่อไว้ แต่บางอย่างพระอาจารย์ได้ทำความเข้าใจให้ปัญญากับชาวบ้านให้เข้าใจถึงหลักของความจริงในการทำพิธีกรรม ไม่ได้ห้ามแต่ก็ไม่ได้สนับสนุนส่งเสริม

อย่างเช่น ประเพณีกี่จึ๊อ ระดับครอบครัว (กี่จึ๊อ ลื่อต่า) ที่มีความเชื่อว่า เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านคิดว่ามีผีกระทำ แล้วก็ทำพิธีต้องแก้ด้วยการเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูประกอบพิธีกรรม พระอาจารย์ก็อาศัยหลักในทางพระพุทธศาสนามาทำความเข้าใจ คือหลักอุปาทาน ๔ ในข้อ ทิฏฐุปาทาน เป็นความยึดมันในความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ยอมถอดถอนด้วยเหตุผล หรือแรงจูงใจใดๆ ได้ ท่านก็พยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้เห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เวลาที่เราเจ็บป่วยก็สรุปบอกว่าเป็นผีทำ ผีบ้าน ผีเรือน ผีไร่ ผีนาบ้าง ต้องทำพิธีเลี้ยงผี ก็ทำความเข้าใจกันว่าความเจ็บป่วยมาจากหลายสาเหตุ มาจากพฤติกรรมการกินอยู่ของเราเองเป็นส่วนใหญ่ และการใช้ชีวิตของตนเอง พฤติกรรมการกินอาหาร การไม่รู้จักออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ ชาวบ้านก็เริ่มเข้าใจ

พระอาจารย์ท่านมองว่า พิธีระดับครอบครัว หรือระดับบุคคลไม่มีความจำเป็น เพราะทำให้เกิดความยุ่งยากและส่งเสริมความงมงาย มีความสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก ลูกหลานที่อยู่ต่างถิ่นก็ต้องกลับมา ถ้าไม่กลับมาก็ทำพิธีไม่ได้ กินไก่กินหมูแล้วก็ต้องหามาใหม่ เพราะมีความเชื่อว่าเป็นเชื้อที่จะปลูกชีวิตเรา ก็ต้องทำพิธีอีก แต่ก็ไม่ได้ห้ามใครที่ยังทำ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุน แต่พิธีกรรมระดับหมู่บ้าน ถ้าเราไม่ทำความเป็นเผ่าพันธุ์ของเราจะค่อยๆ หายไป การทำพิธีทำให้เกิดความพร้อมเพรียง เกิดความรักความสามัคคีของคนในชุมชน และก็เป็นโอกาสให้ลูกหลานได้กลับมาเยี่ยมคนเฒ่าคนแก่ ทุกคนพร้อมหน้ากันทั้งหมู่บ้าน

ในส่วนของการส่งเสริมการแต่งกายชุดชนเผ่าปกาเกอะญอ พระอาจารย์ก็หาเวทีให้ชาวบ้านได้ไปแสดงตามชุมชนต่างๆ เด็กๆ ชาวบ้านในวันพระก็ส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ใส่ชุดมาวัดเป็นการปลูกฝังความเป็นชนเผ่า ส่วนการพูดชาวบ้านพูดเป็นวิถีชีวิต ก็มีแต่คนรุ่นใหม่ที่พูดภาษากลางบ้าง พระ

อาจารย์ท่านได้ส่งเสริมหลายวิธี วิธีหนึ่งที่สร้างความภูมิใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมากก็คือ การที่พระอาจารย์ได้แปลคำแปลบทสวนมนต์เป็นภาษาปกาเกอะญอ ทำให้สวดแล้วสร้างความเข้าใจได้เป็นอย่างดี ยังสร้างความภูมิใจให้กับชาวบ้านด้วย

การใช้ภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาชุมชนที่ได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือการรักษาป่า อาศัยการบวชป่า เป็นการรักษาบ้านให้กับเจ้าป่าเจ้าเขา เริ่มจากการที่พระอาจารย์ได้เห็นปัญหาของการตัดไม้ต้นน้ำ ด้วยความอยากได้อยากมีของชาวบ้านไม่ได้มองถึงปัญหาที่จะตามมา การเผ่าป่าหาของป่าก็ดี  การบุกรุกเข้าไปทำไร่ทำสวนในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำก็ดี ทำให้เกิดปัญหาหลายๆอย่างตามมา ในฤดูแล้งน้ำประปาภูเขาของหมู่บ้านไม่พอใช้ ชาวบ้านที่อยู่ต้นหมู่บ้านก็จะกล่าวหาชาวบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้านว่า ใช้น้ำเปลือง ทำให้น้ำไม่พอใช้ถึงต้นหมู่บ้าน ด้วยความคิดว่าการวางระบบน้ำจากที่สูงไปหาต่ำ น้ำจะแรงที่ท้ายหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านท้ายหมู่บ้านก็มากล่าวหาชาวบ้านที่ต้นหมู่บ้านว่าใช้น้ำเปลือง ไม่ปล่อยน้ำไปท้ายหมู่บ้านอะไรทำนองนี้

พระอาจารย์ท่านก็มองถึงปัญหาในอนาคตว่า ถ้าเราไม่ช่วยกันลูกหลานจะลำบาก ท่านก็อาศัยการพูดผ่านเสียงตามสายทำความเข้าใจกับชาวบ้านหลายเดือนให้ความรู้ทางพระพุทธศาสนา อาศัยหลักของความกตัญญูว่า การที่เราได้รักษาป่า ไม่ตัดไม้ทำลายป่าเป็นการกตัญญูต่อบรรพบุรุษ กตัญญูต่อเจ้าป่าเจ้าเขา เป็นการทำบุญไปในตัว

เราได้ให้ที่อยู่อาศัยกับสัตว์ป่า เราก็ได้อากาศที่ดีด้วย ก็ทำความเข้าใจกับพี่น้องทั้งสองศาสนาโดยศาสนาคริสต์เชื่อว่า ทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้าง ป่าไม้ก็เช่นเดียวกัน ก็ใช้ความเชื่อเก่า สร้างความเชื่อใหม่ จนชาวบ้านทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน

หลังจากนั้นก็ได้กำหนดข้อตกลงเป็นสัญญาใจร่วมกัน โดยกำหนดเขตป่าไม้ห้ามตัด ห้ามเผาทำลาย เป็นพื้นที่รักษาให้ชุมชน โดยกำหนดป่าต้นน้ำ ๑๐๐ ไร่ บริเวณอาศรม๑๐๐ไร่ ปากทางเข้าหมู่บ้าน ๓๐ ไร่ เลยโบสถ์คริสต์ขึ้นไป ๕๐ ไร่ โดยการทำพิธีร่วมกัน พระอาจารย์ท่านก็อาศัยพิธีบวชป่าเข้ามาช่วย โดยกำหนดบวช ๗ จุด เริ่มด้วยการให้รับศีล แล้วก็บอกเขตพื้นที่ป่าจากตรงไหน ถึงตรงไหนกำหนดให้เป็นเขตอภัยทาน แล้วทุกคนก็กล่าวคำอธิฐานร่วมกัน ตั้งใจบวชป่า ให้เป็นป่าของชุมชนให้เป็นที่อยู่อาศัยของนก หนู สัตว์นานาชนิด ให้ช่วยกันรักษา ใครมาตัด มาทำลาย ขอให้มีอันเป็นไป เป็นสัญญาใจร่วมกัน แล้วทุกคนก็ได้ใช้ผ้าเหลืองช่วยกันผูกต้นไม้น้อยใหญ่เป็นสัญลักษณ์ให้ทุกคนได้เข้าใจร่วมกันว่านี้ คือบริเวณเขตป่าชุมชน อันเป็นปอดของชุมชน

พระอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังถึงความเป็นไปหลังจากบวชป่าแล้ว อาจจะเป็นความบังเอิญหรืออะไรก็ไม่ทราบ มีชาวบ้านคนหนึ่งเหมือนจะท้าท้ายความเชื่อได้เข้าไปยิงบ่าง ๒ ตัว บ่างร่วงลงดังสนั่นทั่วทั้งป่า เกิดป่วยไม่สบายอยู่สามเดือนไม่กล้าบอกใคร จนพระอาจารย์ทราบก็พาไปทำพิธีขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา ภายหลังก็ดีขึ้น ชาวบ้านก็ลือกันว่า ใครลบหลู่ ไม่เชื่อพิธีบวชป่า ทำให้เป็นบ้า ก็ทำให้เป็นผลดีต่อการรักษาป่าต้นน้ำของชุมชน

การใช้ภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาของพระอาจารย์ท่านถือว่าได้ผลเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้าน แล้วประยุกต์เอาความเชื่อที่ชุมชนมี เอาความเชื่อเก่ามาสร้างความเชื่อใหม่ ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันในการพัฒนาชุมชน ชุมชนบ้านดอกแดงก็เป็นหนึ่งในชุมชนที่มีแนวทางในการแก้ปัญหาของชุมชนเอง โดยการออมภูมิปัญญา ใช้ภูมิปัญญาในการแก้ปัญหา

ติดตามการลงพื้นที่จาริกบุญ จารึกธรรมติดตามการทำงานของพระมหา ดร.ฐานันดร เขมปญฺโญ ในตอนต่อไป

ออมภูมิปัญญา บวชป่า รักษาชุมชน  โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

 ผู้ประสานงานโครงการพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากคอลัมน์ จาริกบ้าน จารึกธรรม (หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ.คมชัดลึก  วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๑)

พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

 

 

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here