นาคารชุน กับ ลามะน้อย แห่งภูฏาน

0
36

 

เมื่อสัปดาห์ก่อน ท่านผู้อ่านคงได้ข่าวแทบทุกสื่อเกี่ยวกับ ลามะองค์น้อยทรงระลึกชาติได้ ทรงจำได้ว่า เคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย เมื่อ ๘๒๔ ปีก่อน และทรงจำสถานที่ต่างๆ ได้แม่นยำ แม้แต่ห้องเรียนของพระองค์เอง

พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กับ ลามะน้อยแห่งภูฏาน ภาพจากวัดสระเกศพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เล่าว่า รินโปเช องค์ลามะน้อย เจ้าชายพระองค์นี้ เป็นพระโอรสของเจ้าหญิง พระธิดา ของสมเด็จพระราชินีอาชิ เชริง เป็ม วังชุก พระมเหสีองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉาเจ้า (เสด็จป้า) ของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “กษัตริย์จิกมี” กษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ เรื่องน่าปีติยินดียิ่ง ที่ท่านรินโปเช องค์ลามะน้อย กลับชาติมาเกิด ในสายกษัตริย์ ราชวงศ์ภูฏาน ซึ่งหาได้ยาก และยังได้ทรงผนวชในพระพุทธศาสนาตันตรยาน (นิกายดรุกปะกัคยุ) อีกทั้งทรงมีความยินดีในการเสด็จมาวัดสระเกศฯ เป็นครั้งแรก หลังจากที่พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระองค์ ในพระราชวัง ประเทศภูฏานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ”

พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

พระพรหมสิทธิ กับ ลามะน้อยแห่งภูฏาน
พระพรหมสิทธิ กับ ลามะน้อยแห่งภูฏาน ภาพจากวัดสระเกศ

สำหรับเหตุที่มาของข่าวเกี่ยวกับการระลึกชาติของลามะน้อยในเชื้อพระวงศ์ พระพรหมสิทธิ เล่าต่อมาว่า เนื่องจากเจ้าชายลามะน้อยรบเร้าพระอัยยิกา (ยาย) ให้พาไปมหาวิทยาลัยนาลันทา จึงได้เสด็จฯ เยือนมหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย และแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น รินโปเช องค์ลามะน้อยทรงจำได้ว่า เคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงบอกให้พาไปห้องที่เคยพัก ห้องที่เคยเรียนเคยสอน เมื่อทดลองนำออกนอกทาง ไปผิดที่ ก็จะทรงบอกว่า ไม่ใช่ห้องนี้ มาผิดห้อง

ภาพจาก วัดสระเกศ
ภาพจาก วัดสระเกศ

“เป็นเหตุอัศจรรย์ยิ่งนักที่ทรงปฏิสันถารกับคณะสงฆ์ และคณะบุคคลอย่างอบอุ่น ถือเป็นนิมิตหมาย อันเป็นมหามงคลยิ่ง ที่รินโปเช องค์ลามะน้อย เจ้าชายแห่งราชวงศ์ภูฏาน จักได้เป็นกำลังสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาท-ตันตรยาน เพื่อสร้างความร่มเย็นให้แก่พุทธศาสนิกชน และสันติภาพแห่งโลกต่อไป”

ภาพจาก วัดสระเกศ
ภาพจาก วัดสระเกศ

ยิ่งน่าปีติไปมากกว่านั้น เมื่อพระองค์มีพระประสงค์เสด็จฯ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ทรงชี้ไปที่รูปภูเขาทอง แล้วทรงบอกว่า จะไปที่นี่ พระพรหมสิทธิกล่าวว่า เพราะเรามีความเกี่ยวข้องกันมายาวนานแล้ว ระหว่างประเทศไทย และภูฏาน

“พระพุทธศาสนาในประเทศภูฏานมีความมั่นคง และประชาชนภูฏานมีความเคารพ และศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ”

พระพรหมสิทธิ กล่าว 

ภาพโดย วัดสระเกศ
ภาพโดย วัดสระเกศ

เมื่อเช้าวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชินีอาชิ เชริง เป็ม วังชุก พร้อมด้วยพระธิดา และรินโปเชลามะน้อย เจ้าชายราชวงศ์ภูฏาน ที่มีพระชันษา ๓ ปี ได้ประทานพระวโรกาสให้พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมด้วยคณะสงฆ์ วัดสระเกศ พระเถรานุเถระ และ พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ถวายการต้อนรับสมเด็จพระราชินีอาชิ เชริง เป็ม วังชุก พร้อมด้วยพระธิดา และรินโปเชลามะน้อย เจ้าชายราชวงศ์ภูฏาน ที่มีพระชันษา ๓ ปี สามารถระลึกชาติได้ พร้อมเจริญศาสนสัมพันธ์ พุทธเถรวาท – พุทธตันตรยาน ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

ภาพโดย วัดสระเกศ
ภาพโดย วัดสระเกศ

พระธรรมโพธิวงศ์ กล่าวว่า ลามะน้อย เมื่อครั้งเสด็จอินเดีย ก็เสด็จไปยังวัดไทยพุทธคยาด้วย ชาวไทยที่เดินทางไปจาริกแสวงบุญในอินเดียก็ได้รับเสด็จพระองค์ท่าน และท่านพระพรหมสิทธิก็ได้เดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีในประเทศภูฏานไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

ภาพโดย วัดสระเกศ
ภาพโดย วัดสระเกศ

ระหว่างทางเดินไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ บนภูเขาทอง องค์ลามะน้อย ทรงเห็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ทรงเรียกว่า “นาคารชุน”

ซึ่งหมายถึงพระเถระผู้เป็นปราชญ์อินเดีย ผู้ก่อตั้งสำนักมาธยมิกะ (ทางสายกลาง) ในนิกายมหายาน แห่งพุทธศาสนา ผู้ค้นพบ พระสูตรปรัชญาปารมิตาในเมืองนาคพิภพและนำออกมาเผยแผ่ จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ซึ่งท่านเคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้

ภาพจาก วัดสระเกศ
ภาพจาก วัดสระเกศ

ทางสายกลาง (มาธยมิกะ) คือ การหยั่งรู้ปฏิจจสมุปบาท การอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นและเป็นไปของสรรพสิ่ง ด้วยสรรพสิ่งปราศจากการมีอยู่ด้วยตัวเอง ต้องอิงอาศัยสิ่งต่างๆเกิดขึ้น จึงว่างจากสิ่งที่เป็นแก่นแท้ ไม่สามารถยึดถือได้ ดังนั้น ทางสายกลาง ความว่าง (สุญญตา) และกระบวนการอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท) จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอริยสัจสี่ ถึงทุกข์ (จากอวิชชา ความไม่รู้) เหตุให้เกิดทุกข์(กิเลสตัณหา ความทะยานอยาก) การดับทุกข์(นิโรธ) และหนทางในการดับทุกข์ (อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ) เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยที่ มาธยมิก มีวิธีการแก้ไขข้อเข้าใจผิดของบุคคลในลัทธิอื่น ๆ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งหลักวิธีการดังกล่าวนี้ เรียกว่า วิภาษวิธี หรือ ตรรกวิภาษ

ภาพจาก วัดสระเกศ
ภาพจาก วัดสระเกศ


การที่ลามะน้อยทรงเปล่งวาจา “นาคารชุน” จึงเป็นนัยสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังย้อนระลึกถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาอันรุ่งเรืองในอดีต และพระสูตรดังกล่าว ที่มุ่งชี้แนะการฝึกจิตให้มีสติ สมาธิ และปัญญาจนสามารถตัดอาสวะกิเลสทั้งปวงได้จนเห็นสรรพสิ่งทั้งภายในและภายนอกตามความเป็นจริง เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาของทุกสิ่ง เพื่อจะได้มีจิตอนัตตาที่มีกำลังในการช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์ตามแนวทางพระโพธิสัตว์ แล้วจะเข้าสู่พระนิพพานเป็นคนสุดท้าย

พระพรหมสิทธิ กับ ลามะน้อยแห่งภูฏาน ภาพจากวัดสระเกศ
พระพรหมสิทธิ กับ ลามะน้อยแห่งภูฏาน ภาพจากวัดสระเกศ

สำหรับพระพุทธศาสนาตันตรยาน เป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการของประเทศภูฏาน ซึ่งสูญหายไปจากอินเดียอันเป็นดินแดนต้นกำเนิดในต้นศตวรรษที่ ๑๓ และไปรุ่งเรืองอยู่ในทิเบต ลาดัก สิกขิม มองโกเลีย ภาคเหนือของเนปาล ภูฏาน และ จีน
พุทธศาสนาตันตรยาน คือ แขนงหนึ่งของมหายาน มีความเชื่อพื้นฐานเหมือนกับพุทธศาสนานิกายอื่น คือเชื่อว่า กรรมในอดีตชาติเป็นตัวกำหนดชาติภพและชีวิตในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้สรรพชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงควรทุ่มเทความพยายามมุ่งไปให้ถึงพระนิพพานซึ่งจะช่วยปลดปล่อยตนให้พ้นจากสังสารวัฏและกิเลสกองทุกข์ทั้งปวงได้
ในการนี้ พระพรหมสิทธิ จึงถวายพระพุทธรูปปางนาคปรก แด่ องค์ลามะน้อยด้วยความปีติ

พระพรหมสิทธิ กับ ลามะน้อยแห่ภูฏาน ภาพโดย วัดสระเกศ
พระพรหมสิทธิ กับ ลามะน้อยแห่ภูฏาน ภาพโดย วัดสระเกศ

ภาพ และข้อมูลบางส่วนได้รับความเอื้อเฟื้อจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

นาคารชุน กับ ลามะน้อยแห่งภูฏาน 

โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ 

จากคอลัมน์ หมายเหตุพระไตรสรณคมน์ นสพ. คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here