ารแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวัยรุ่นอย่างเปิดใจ  ทำให้เห็นเรื่องราวภายในใจ และความรับผิดชอบของพวกเขาเยอะมาก  แม้ว่ายังเป็นเด็กๆ กันอยู่  แต่สำหรับบางคนแล้วสิ่งที่เขาต้องเผชิญมันเป็นการแบกรับที่เกินวัย  เราจึงพยายามให้ค่ายภาวนานี้เป็นไปเพื่อการตระหนักรู้จากภายใน (awareness) ของพวกเขาเอง

การอธิบายเนื้อหาบางอย่างจึงไม่เน้นภาษาคำบาลีมากนัก  แต่พูดคุยด้วยถ้อยคำที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ  และบางทีก็ไม่ได้เน้นให้เขาเข้าใจในหลักธรรมยากๆ เท่าไร  สิ่งที่พยายามใส่ใจที่สุดก็คือ อยากให้เขาเข้าใจตนเองให้มากที่สุดมากกว่า  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดถึงศัพท์ธรรมะยากๆ แต่บางอย่างก็จะสะท้อนความเข้าใจของเราออกมาให้เรารับรู้ได้ เช่น เด็กคนหนึ่งหยิบกิ่งไม้แห้งมีหนามขึ้นมา แล้วก็อธิบายว่า มันเคยเป็นกิ่งไม้ที่เขียวสดและมีหนามเพื่อป้องกันตนเอง เพราะบางทีต้นไม้ที่มีดอกสวยมักจะมีศัตรูจึงต้องมีหนามคอยป้องกันตนเอง  แต่เมื่อยามที่มันแห้งเหี่ยวตายไป มันก็จะหล่นล่วงลงดินแล้วย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้อื่นๆ ต่อไป

“ซ้อมใจให้แกร่ง ค่ายธรรมะสำหรับเยาวชน”   

โดย พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

 

เห็นได้ว่าเขาสะท้อนมุมมองของความเข้าใจในธรรมดาของกิ่งไม้แห้ง คิดโยงไปถึงสิ่งที่เคยผ่านมาและอนาคตที่มันจะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ  โดยที่ไม่ได้ตีค่าว่าดีหรือเลว แต่มันเป็นธรรมชาติและจะยังคงเป็นไปตามนั้นแม้จะมีใครเห็นหรือไม่ก็ตาม

มีเด็กคนหนึ่งถามขึ้นว่า พระอาจารย์ เราจะทำอย่างไรให้ใจปล่อยวาง

ก็เลยถามกลับว่า  แล้วถืออะไรไว้ล่ะ

“ไม่ได้ถืออะไรไว้ค่ะ แต่รู้สึกว่าชีวิตมันเคยผิดพลาดมาก่อนแล้วมันก็นึกย้อนไปทีไร ก็รู้สึกเสียใจทุกที

ผู้เขียนยกระฆังขึ้นมา แล้วก็เชิญระฆังไปครั้งหนึ่ง แล้วถามว่า  มีใครเอาเสียงระฆังเมื่อกี้กลับคืนมาได้ไหม

มีเสียงตอบกลับมาว่า ไม่ได้  จึงถามกลับต่อไปอีกว่า แล้วเราลองคิดถึงเสียงระฆังที่ดังไปเมื่อกี้สิ นึกไปนึกมา ถามว่าจะมีประโยชน์อะไรกับเราในตนนี้บ้าง

เสียงหนึ่งดังขึ้น “นึกไปก็ไร้ประโยชน์มันหายไปแล้ว”

“นั่นแหละที่อยากจะบอก  เรื่องราวในอดีตนึกไปก็ไร้ประโยชน์เพราะมันผ่านไปแล้ว  อดีตทำได้ดีที่สุดก็คือเป็นบทเรียน แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะเศร้าไปกับเรื่องเก่าที่ผ่านมา  เพราะเราไม่อาจจะกลับไปแก้ไขอดีต แต่สามารถเริ่มต้นใหม่ในขณะนี้ได้  อย่างที่เราต้องการได้ยินเสียงระฆังอีกครั้ง ก็แค่เชิญระฆังอีกครั้งให้ดังขึ้นมาในตอนนี้

จากนั้นผู้เขียนก็เชิญระฆังและบอกให้เขานั่งสงบ  ค่อยๆ หลับตาลง ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันว่า สามารถคลายปัญหาของเด็กได้มากน้อยแค่ไหน มองไปแล้วเห็นรอยยิ้มและความตั้งใจในการนั่งสมาธิ มีอมยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า  เพียงเท่านี้ผู้เขียนก็เลยนั่งหลับตาไปด้วยเหมือนกัน

ความเรียบง่ายและผ่อนคลายดูจะจำเป็นสำหรับงานภาวนาขั้นพื้นฐานสำหรับคนที่เริ่มต้น  เพราะถ้าขืนเราใส่บทใหญ่เลยอาจจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ขยาดได้  เหมือนกับที่เขาเล่าประสบการณ์ตั้งแต่เข้าค่ายในวัยประถม และมัธยมว่า ถ้าไม่เจอแบบดุเข้มงวดก็สนุกสนานไปเลย  แต่ก็ดีแล้วจะได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย  สามารถที่จะปรับตัวปรับใจได้ในทุกๆ สถานการณ์

ผ่านวันอันสงบง่ายงามดีอย่างรวดเร็ว  เมื่อถึงวันสุดท้ายจึงให้พวกเขาสะท้อนสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ออกมา มีคนหนึ่งสะท้อนว่า รู้สึกจิตใจสงบมากยิ่งขึ้น  เข้าใจเรื่องบุญและบาป  มีกำลังใจในการใช้ชีวิตประจำวันให้รู้จักเหตุและผลมากยิ่งขึ้น  ก่อนหน้าที่หนูจะมา  มีเรื่องกังวลใจมากมายที่เกิดจากคำพูดหรือการกระทำของหนูและของคนรอบข้าง  ที่จิตใจหนูไม่เข้มแข็งพอ  แต่ตอนนี้  หนูมีสติมากขึ้นและรู้จักให้อภัยกับทุกคนที่เคยทำให้หนูไม่สบายใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง  หากมีโอกาสอยากจะมาอีกครั้ง

เมื่อจบกิจกรรมแล้ว  เด็กๆ พากันแยกย้ายไปทำความสะอาดสถานที่  เก็บกวาดศาลาที่พักและปฏิบัติธรรม แม้จะมีกันอยู่หลายคนและวัยรุ่นทั้งนั้น กลับไม่ได้ยินเสียงคุยกันเสียงดังเหมือนกับตอนมา  ต่างคนต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองและช่วยเหลือกันและกัน  ถึงมาจากต่างที่ แต่ก็ไม่ได้ยินว่าขัดแย้งแข่งขัน  มีแต่แบ่งปันเอื้อเฟื้อ  จนผู้ดูแลสถานที่บอกว่า เหลือเชื่อไม่คิดว่าจะสงบกันได้ขนาดนี้

การถอดบทเรียนกิจกรรมในครั้งนี้ในมิติของพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เอง ค้นพบว่า  วัยรุ่นก็มีเรื่องวุ่นตามประสาวัย  แต่จะทำอย่างไรให้เขามีทักษะในการจัดการอารมณ์ของตนเอง  การฝึกปฏิบัติธรรมจะต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความรู้สึกที่ดี  เรียบง่าย  ไม่เข้มงวดเกินไปแต่เปิดใจให้เขาได้เรียนรู้ และนำไปสู่การพิจารณาภายใน  ส่วนจะต่อยอดไปสู่การปฏิบัติเข้มต่อไปก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคนเอง

ในชีวิตของเรานั้น คงจะมีสักวันที่รู้สึกท้อ  แต่หากรอหวังกำลังใจจากคนอื่น  อาจจะเป็นกำลังใจที่ไม่ถาวร  การฝึกจิตภาวนาคือการพัฒนาใจให้สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงสำหรับเราได้  เพราะไม่ว่าจะเจอเรื่องราวใด  ก็มีเพียงใจของเราเองนี่แหละที่อยู่คู่กับเราในวันที่ไม่เหลือใคร การฝึกใจจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเพศวัยใดก็ตาม

อย่ารอให้ถึงวันที่เราเศร้า  ขอจงพาใจไปซ้อมเพื่อเมื่อถึงวันนั้นเราจะแกร่งพอที่จะรับไหว ไม่ให้ใจเราทุกข์จนเกินไป

“ซ้อมใจให้แกร่ง ค่ายธรรมะสำหรับเยาวชน “

โดย พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป นำภาวนา
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป นำภาวนา

จากคอลัมน์ โชคดีที่มีพระ (หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ. คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑)

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here