ก่อนวันสุดท้ายที่จะเดินทางกลับประเทศไทย ได้ไปเดินกับลูกศิษย์แถวซุมมิคอน(zumikon) เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างกำลังเดินฝนเริ่มตกและตกหนักในที่สุดโดยไม่มีใครมีร่มสักคัน ในตอนแรกลูกศิษย์ที่ตาบอดที่ร่วมเดินรู้สึกเป็นกังวลที่ฝนกำลังจะตก จึงพยายามหาที่หลบฝนแต่ยากเต็มทีเพราะเดินในป่า เขากลัวจะไม่สบายเมื่อโดนฝนเนื่องจากเคยได้รับการผ่าตัดสมองจากการตกจากหลังคาบ้านก่อนที่จะตาบอด เราจึงปรารภกับเขาว่า ลองนึกถึงวัยเด็กที่เราดีใจเมื่อฝนตกและอยากออกไปเล่นน้ำฝนแต่โดนผู้ใหญ่ห้ามไว้ ใจเราก็เป็นทุกข์ วันนี้เราโชคดีมากน่ะ มีโอกาสได้เดินท่ามกลางสายฝนโดยมิตั้งใจใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า ทุกคนจึงเดินแบบเปียกๆ สมใจไม่ต้องรีบเดินและเดินอย่างมีความสงบสุข

เราทุกคนผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมายในชีวิตมีทั้งเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้สุขใจ และเรื่องร้ายๆ ที่ทำให้จิตใจต้องเป็นทุกข์ เรียกว่า จำฝังใจยากที่จะลืม ผู้คนจำนวนมากถูกสัญญา(การจำได้ การหมายรู้)เก่าทำลายความสงบสุขในปัจจุบัน เพราะเมื่อความทรงจำเก่าที่เคยทำให้ทุกข์กาย ทุกข์ใจได้ถูกกระตุ้นให้ปรากฎด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เราหลายคนก็สรุปนึกคิดว่ามันจะเกิดซำ้รอยเดิมอย่างที่ประสบมา เราจึงเป็นทุกข์ใจทั้งที่เหตุการณ์นั้นอาจยังไม่เลยร้ายอย่างที่คิดหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่เราได้รับความทุกข์ไปเรียบร้อยและอาจส่งผลร้ายให้เกิดขึ้นอย่างที่นึกคิดอยู่บ่อยครั้ง เพราะจิตใจที่ปรุงแต่งในทางไม่ดีที่ทรงพลังส่งผล กระทบอย่างมากต่อร่างกาย

เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนั้น ถึงแม้เราอาจเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีคล้ายๆ กันหรือเคยถูกกระทำในทางที่ไม่ดีเหมือนกันในสถานการณ์คล้ายแบบนี้ แต่เมื่อเราเปลี่ยนวิธีคิด ดึงตัวเองออกการย้ำคิด ย้ำทำในเรื่องเดิมๆ ที่เป็นสาเหตุให้ตัวเองต้องเป็นทุกข​์ใจ มองในมุมหรือจุดยืนที่ต่างออกไป เรื่องราวหรือสถานการณ์เดียวกันอาจทำให้เกิดความสุข ความท้าทาย ความตื่นเต้นที่ช่วยให้เราข้ามพ้นจากความกลัวที่เคยถูกสั่งสมในจิตใต้สำนึกของเรา

ที่สำคัญเมื่อเราดำรงอยู่ตรงนั้นอย่างมีสติ พิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นอย่างรู้เท่าทัน แม้อาจจะดูเหมือนสถานการณ์คล้ายๆ กันกับที่เราเคยประสบมาในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่า ต้องเกิดขึ้นแบบเดิมๆ ซ้ำๆอย่างที่เคยประสบมา เพราะร่างกายในวันนี้กับวันนั้นในอดีตก็ไม่เหมือนเดิม ความรู้สึก ความปรุงแต่งของจิตกับสิ่งที่มากระทบทั้งในประสาทสัมผัสทั้ง ๖ ก็ไม่เหมือนเดิม จะเป็นทุกข์หรือสุขอยู่จิตใจที่ปรุงแต่ง และแท้จริงแล้วร่างกายนี้ก็มิใช่ของเรา จิตกับกายคือสิ่งที่เดียวกันและสามารถเป็นอิสระต่อกันได้อย่างโดยสิ้นเชิง เมื่อเราสามารถสัมผัสจิตว่างในปัจจุบันขณะ เราจะสามารถดำรงอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างสงบ มหัศจรรย์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกายนี้ก็ตาม

เมื่อความคิด หรือการปรุงแต่งจิตปรากฎในทางไม่ดี และสามารถตระหนักรู้ เท่าทันความคิด การปรุงแต่งนั้น จะส่งผลให้เราไม่ทำให้ตัวเองต้องทุกข์มากไปกว่าเดิม จะยิ่งดีกว่านั้น เมื่อเราตั้งสติกลับมาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันตามความเป็นจริง กลับมาอยู่กับส่ิงที่กำลังกระทำอยู่ในอริยาบถต่างๆ กลับมาตามรู้ลมหายใจ เราอาจไม่ได้คำตอบในตอนนั้นว่า ทำไมเราต้องทุกข์หรือไม่สบายใจ แต่การที่เราไม่จมอยู่อดีตที่เคยทำให้จิตใจต้องทุกข์หรือซำ้เติมตัวเองว่าเป็นความผิด ความไม่ดีที่เราเคยพลาดพลั้ง การที่เรากลับมามีสติกับปัจจุบันขณะมันจะช่วยให้เราออกจากอดีตที่เคยเจ็บปวดและสร้างพลังบวกให้กับจิตใจ

การยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นจะค่อยๆ ปรากฎ เมื่อเราสามารถยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นไม่ว่าจะร้ายแค่ไหน เราจะไม่ทุกข์ใจมากไปกว่าเดิม ถึงแม้เราจะยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความไม่ดีเหล่านั้นได้ทั้งหมดในวันนี้ แต่เรากล้าเผชิญหน้าอย่างอ่อนโยน ไร้ความกลัว และได้รับโอกาสสร้างพลังแห่งสติทุกครั้งที่พลังไม่น่ารักนั้นปรากฎ อยู่กับเขาอย่างรู้ว่าเขาอยู่ แต่ไม่ให้ความสำคัญ สักวันเขาจะเดินจากเราไปเอง เพราะเราไม่สำคัญกับเขาอีกต่อไป

ทุกข์ใจเพราะอยากหรือคิดว่าตัวเรา ของเราสำคัญ

ไม่เป็นคนสำคัญของใคร ไม่ต้องทุกข์ใจบนโลกใบนี้

 คนสำคัญท่ี่ไม่สำคัญ 
โดย พระครูใบฎีกาพิทยา ฐานิสสโร 

พระพิทยา ฐานิสสโร
พระพิทยา ฐานิสสโร

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here