ถาม การที่พรากพ่อแม่ลูกของสัตว์ ผลกรรมจะส่งผลให้เราถูกพรากจากพ่อแม่หรือไม่?

ตอบ  การพลัดพรากจากพ่อแม่มองได้ใน ๓ ลักษณะ คือ

๑. แบบธรรมดา มีเรื่องธรรมดาอันหนึ่งคือ ความพลัดพรากตามที่ปรากฎในมหาปรินิพพานสูตร พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มีข้อความที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระอานนท์  พอสรุปได้ว่า ความพลัดพรากจากผู้เป็นมารดา หรือบิดา  พี่ชายน้องชาย  หรือพี่หญิง  น้องหญิง  มิตร  หรืออำมาตย์หรือร่างกายเป็นที่รัก เป็นความทุกข์ และความปรารถนาว่าไม่ให้สิ่งนั้นทำลายไป ไม่ใช่สิ่งที่จะมีได้

การพลัดพลาดในแง่ของความตายเป็นเรื่องธรรมดา และไม่มีใครห้ามได้

๒. แบบประโยชน์  การพลัดพรากเพื่อสร้างประโยชน์ กรณีพระเวสสันดรพลัดพรากจากลูกเมีย เพื่อบำเพ็ญพระโพธิญาณ  กรณีผู้จะบวชในพระพุทธศาสนาต้องพลัดพรากจากครอบครัว โดยพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้หลายแห่งในพระไตรปิฎกว่า “บุคคลที่ยังครองเรือนอยู่  จะประพฤติพรหมจรรย์ (ธรรมวินัย) นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว  ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว  ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว  ทำไม่ได้ง่าย  ผู้ปรารถนาจงปลงผมและหนวด  ครองผ้ากาสายะ  ออกจากเรือน  บวชเป็นบรรพชิต”  รวมถึงการไปรบของทหารเพื่อป้องกันเด็กสตรี และพระสงฆ์  หรือรวมถึงการต้องไปเรียน ศึกษาในที่ห่างไกล ก็ล้วนเป็นการพลัดพรากที่จะนำประโยชน์มาให้ในอนาคต

การพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องผลกรรม คือ มองไปที่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นความดี (สุคติ)  ทั้งในแง่ของตนเองและส่วนร่วม

๓. แบบมีกรรม  เหตุที่ทำให้เราต้องรับกรรมคือการพลัดพรากกันทำให้เกิดความเศร้า เสียใจ และมีความทุกข์ติดตามมา  ถูกอธิบายไว้ในอรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะว่า สิ่งอันเป็นเหตุให้พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เพราะผิดศีล ๒ ข้อ คือ ข้อ ๑ ฆ่าสัตว์  และข้อ ๓ คือประพฤติผิดในกามคุณ คือ ผิดในของรักชอบใจของผู้อื่น ซึ่งทั้ง ๒ ข้อนี้มีใครทำผิดจะได้รับผลทำให้สูญเสียร่างกายที่เรา เช่น ร่างกายพิการ เป็นต้น  และพลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เป็นต้น

ยกกรณีเรื่องนางยักษิณี  เรื่องนี้เกิดจากการที่หญิงคนหนึ่งไปปรุงยาทำร้ายเด็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอีกคนและชีวิตของนางจนตาย  และต่อมาเมื่อหญิงกับลูกตายก็ไปเกิดเป็นแมวพร้อมกับความอาฆาต  ส่วนอีกคนก็ไปเกิดเป็นไก่  ทุกครั้งที่แม่ไก่ฟักไข่ เจ้าแมวก็จะแอบมาลักกินไข่และตัวแม่ไก่ก็ตายเพราะโดนแมวกินไปด้วย  ก่อนตายก็ผูกอาฆาตต่อไปไปเกิดเป็นแม่เสือ ส่วนแมวพอตายก็ไปเกิดเป็นแม่เนื้อ เหตุการณ์ก็กลับกลายเป็นแบบเดียวกัน จนที่สุดแม่เนื้อก็ตายมาเกิดเป็นยักษิณี ส่วนแม่เสือมาเกิดเป็นหญิงธรรม แต่ครั้งนี้ดีว่ามีพระพุทธองค์เป็นผู้ทำให้กรรมสิ้นสุดลง และตรงนี้พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้จักระงับเวรด้วยการไม่จองเวร  อย่าให้เป็นเหมือนเวรของงูกับพังพอน เป็นต้น

การพลัดพรากในทั้ง ๓ แบบ แบบที่ ๑ เป็นเรื่องธรรมดาคือความตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงต้องทำใจและยอมรับความจริงข้อนี้  แบบที่ ๒ เป็นเรื่องของประโยชน์ในอนาคตที่ดีงาม อันเกิดจากแรงปรารถนาหรือคำอธิษฐานที่เรามุ่งมั่นตั้งใจในผลอันดีที่จะตามมา การพลัดพรากนี้จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องของการเสียสละที่ปรากฎทั้งในแง่ของทศบารมี (คือทาน) สำหรับบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า และทศพิธราชธรรม (คือทาน) อันนำไปสู่พระราชาผู้ทรงธรรม ซึ่งทั้ง ๒ บุคคลล้วนสำคัญ และล้วนแต่ผ่านการพลัดพรากมาแล้วทั้งสิ้น

แต่ในแบบที่ ๓ อันเกิดจากการผิดศีล เป็นแบบเดียวที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือแก้ไขได้ ฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากพลัดพรากจากอะไรก็ตามที่เรารัก ก็อย่าพรากของรักของคนอื่น

ตอบปัญหาธรรม

โดย…พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี (เหมประไพ) ป.ธ.๙,ดร.

ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร

สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม

และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์

พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี ดร.
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี ดร.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here