มโนปณิธาน (๑๕) ย่ามที่ครูบาอาจารย์มอบให้ หมายถึงทำอะไรให้ถือพระศาสนาเป็นที่ตั้ง

0
600

ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชกิจจาภรณ์ ให้ข้อคิดเชื่อมโยงจากสื่อทางโลก สู่การสื่อสารธรรมะไปถึงใจคน โดยอาศัยสื่อเดียวกัน ที่ไม่เพียงคนทำสื่อจะเป็นสะพานในสื่อสารเท่านั้น 

หากเป็นเส้นทางในการเผยแผ่ธรรมะ เพื่อนำธรรมะจากพระพุทธองค์ไปดับร้อนในใจของตน คือ คนทำข่าวก่อน เมื่อการเข้าใจตนเองเกิดขึ้นแล้ว คนทำข่าวก็จะส่งสารไปให้กับผู้คน ได้เช่นเดียวกัน เป็นการภาวนาไปในตัว

เป็นการมองข้างนอกก็เห็นข้างใน เข้าใจเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ สรรพชีวิตในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  

บนเส้นทางของชีวิตการทำข่าวด้วยใจมาตลอด ๓๐ ปี แม้ว่า ความจริงมีหลายชั้นก็ตาม แต่ถ้าเราเข้าใจเหตุ ก็จะเข้าใจผลโดยไม่ยาก ที่สำคัญคือ ทำข่าวต้องให้เห็นคน เห็นความทุกข์ของคนไม่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด หน้าที่การนำเสนอข่าว ไม่ใช่การรับรู้อะไรมาก็นำเสนอไปอย่างนั้น ไม่ใช่การทำขาวให้เป็นดำ หรือการทำดำให้เป็นขาว แต่เป็นการทำความเข้าใจเหตุและปัจจัยของเหตุการณ์นั้นๆ แล้วก็นำเสนอด้วยความที่ไม่เอาตัวเราเป็นที่ตั้ง แต่เอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นที่ตั้ง  ทุกอย่างต้องมีศิลปะในการนำเสนอ เพื่อมิให้เกิดความขัดแย้ง บาดหมาย คือหัวใจในการทำสื่อของฉันที่ยึดหลักเช่นนี้มาตลอด ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในตำรา แม้ว่า หน้าที่ประจำของการเป็นสื่อ ได้จบลงตามเหตุปัจจัยก็ตาม แต่การนำเสนอในสิ่งที่ควรทำ ยังคงต้องทำต่อไป ในยุคที่”ทุกคนเป็นสื่อได้” คุณสุทธิชัย  หยุ่น ผู้ก่อตั้งสำนักสื่อเนชั่น ที่ฉันนับถือเป็นอาจารย์ บอกกับพวกเราคนทำสื่อไว้อย่างนั้น และมันก็เป็นจริงในวันนี้  และความต่างของมือสมัครเล่น กับความเป็นมืออาชีพ ก็จะสะท้อนออกมาในเนื้อข่าวที่ผู้อ่านหรือผู้ชม สัมผัสได้ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตามพื้นที่เปิดก็สามารถสร้างนักข่าวมือสมัครเล่นให้เป็นมืออาชีพได้ไม่ยากและฉันก็เชื่อว่าด้วยจิตอาสาที่เป็นกุศลของคนเล็กคนน้อยในวันนี้นี่เองที่สร้างพลังบวกให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล. โลกออนไลน์ จึงตอบโจทย์คนเล็กๆ ที่ต้องการทำสิ่งที่ดี นำเสนอสิ่งที่เป็นสาระ คือ ทางออกที่งดงามหากเราใช้ให้เป็น โลกออนไลน์ก็จะเปรียบประดุจเครื่องมืออันวิเศษสุดในการทำลายความไม่รู้ นำคนไปสู่ปัญญาได้ เช่นกัน จากประสบการณ์อันยาวนานกว่าครึ่งชีวิต  แม้ว่าสื่อกระแสหลักบนหน้ากระดาษกำลังล้มหายตายจากไป ตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ …ความจริงไม่เคยเปลี่ยน มากไปกว่าความจริงคือ ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจกันต่างหากที่ควรทำให้เกิดมีขึ้นให้มาก ทำข่าวดีให้มาแทนที่ขาวร้าย ทำอย่างไรให้การสื่อสารเป็นการเชื่อมใจของคนเข้าหากัน ลดความขัดแย้ง เกิดมิตรภาพ และมีชีวิตที่สร้างสรรค์ ก้าวเดินไปด้วยกันในครอบครัวอันอบอุ่น ในสังคมอันปลอดภัย และในโลกที่ไว้วางใจกันและกัน

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระราชกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร สอนลูกศิษย์ที่เป็นพระมากโดยเฉพาะเรื่องการเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อในทุกๆ มิติ ที่สามารถส่งสารออกไปถึงผู้รับได้ ไม่เว้นแม้แต่ เฟซบุ๊ค ไลน์ หรืออะไรก็ตามที่ข้อธรรมคำสอนจากพระพุทธองค์ ผ่านประสบการณ์ชีวิตของพระเณร อาจไปโดนใจผู้คน ให้คลายทุกข์ จนถึงขนาดดับทุกข์ได้ ในที่สุด

ขณะที่ …

การเปลี่ยนผ่านของสื่อ ไม่มีใครรู้ว่า อนาคตของการสื่อสารจะไปในทิศทางใด เมื่อครั้งที่มีทีวีในบ้าน เมื่อห้าสิบปีก่อน ก็นับว่าสุดยอดแล้วสำหรับการย่อโลกมาไว้ในจอเล็กๆ สีขาวดำ

เมื่อการสื่อสารปฏิวัติครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ได้พัดพาเอาสื่อเก่ากวาดทิ้งไปเป็นระลอกๆ เช่นเดียวกับสึนามิ ที่ไม่ได้เลือกการทำลายล้าง แต่เมื่อสึนามิสงบลงในแต่ละครั้ง เราก็จะเห็นผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง และความตาย แล้วเก็บภาพและเรื่องราวเหล่านั้น มานำเสนอให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นบทเรียน แต่ทว่า มนุษย์ มักจะลืมในความจริงอันเจ็บปวดเสมอ เมื่อความสะดวกสบายมาเยือน ใครจะคิดว่า เมื่อช่วงเวลาดิจิตอลมาถึง ยุคออนไลน์ก็มาจ่อคอหอยแล้ว เราจะไปต่อกับสื่อที่รวดเร็วใกล้เคียงกับการเดินทางของจิตเข้าไปทุกที

สื่อดิจิตอลที่ต้องอาศัยต้นทุนมากมายจึงถูกกวาดไปอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่ไม่มีสายป่านยาวพอ และขาดการปรับตัวในการนำเสนอข่าวสาร

ฉันเองก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของสื่อกระดาษ ไปสู่ออนไลน์ อย่างรวดเร็ว

ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชกิจจาภรณ์ ให้ข้อคิดเชื่อมโยงจากสื่อทางโลก สู่การสื่อสารธรรมะไปถึงใจคน โดยอาศัยสื่อเดียวกัน ที่ไม่เพียงคนทำสื่อจะเป็นสะพานในสื่อสารเท่านั้น  หากเป็นเส้นทางในการเผยแผ่ธรรมะ เพื่อนำธรรมะจากพระพุทธองค์ไปดับร้อนในใจของตน คือ คนทำข่าวก่อน เมื่อการเข้าใจตนเองเกิดขึ้นแล้ว คนทำข่าวก็จะส่งสารไปให้กับผู้คน ได้เช่นเดียวกัน เป็นการภาวนาไปในตัว เป็นการมองข้างนอกก็เห็นข้างใน เข้าใจเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ สรรพชีวิตในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  

พระราชกิจจาภรณ์
พระราชกิจจาภรณ์

มโนปณิธาน  (๑๕) ย่ามที่ครูบาอาจารย์มอบให้ หมายถึงทำอะไรให้ถือพระศาสนาเป็นที่ตั้ง

โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ 

​​            เมื่อวันที่ฉันได้รับโอกาสอันวิเศษให้ไปเป็นวิทยากรอบรมเชิงปฏิบัติการ การเขียนบทความทั่วไป ในโครงการ พระนักเขียน ประจำปี ๒๕๖๐ ณ ศาลาสุวรรณบรรพต(หลวงพ่อ โชคดี) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันพัฒนาพระวิทยากร สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์  จัดขึ้น มีพระจากทั่วประเทศที่สมัครเข้ารับการอบรมประมาณ ๒๕ รูป

ช่วงบ่ายวันนั้น  ถือเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของฉันเลยก็ว่าได้ ที่ได้มีโอกาสถวายความรู้เกี่ยวกับการเขียนบทความ ซึ่งเป็นประสบการณ์การเรียนรู้จากการทำข่าวมาตลอดเกือบ ๓๐ ปีและได้สรุปลงในเวลาเพียงสามชั่วโมง เพื่อให้พระสงฆ์ได้ประโยชน์สูงสุดในเรื่องศิลปะการเขียนบทความที่ไม่มีอยู่ในตำรา ซึ่งท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก เช่นฉัน แต่สามารถที่จะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันพบระหว่างการทำงาน ไปประยุกต์ใช้ได้เลย ในการเขียนบทความธรรมะเพื่อประโยชน์ทางพระพุทธศาสนาในการดับทุกข์ให้กับผู้คน แล้วเผยแผ่ในทุกๆ มิติของพื้นที่การสื่อสารในปัจจุบันที่มีมากมาย ซึ่งกลายมาเป็นคอลัมน์ “เขียนโลกทะลุธรรมในหน้า ธรรมวิจัย นสพ.คมชัดลึก ทุกวันอังคารแห่งนี้ด้วย

หน้าธรรมวิจัย นสพ.คมชัดลึก วันอังคารที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐
หน้าธรรมวิจัย นสพ.คมชัดลึก วันอังคารที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระราชกิจจาภรณ์ เลขานุการ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ  พระศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวปิดโครงการพระนักเขียนในวันนั้น ตอนหนึ่งว่า

การที่พระมาเขียนบทความธรรมะ จะเป็นประโยชน์กับพระพุทธศาสนาต่อไป เมื่อมีพระรุ่นใหม่ที่เขียนหนังสือขึ้นมา

“เพราะรุ่นครูบาอาจารย์ก็ค่อยๆ ร่วงโรยไป บางองค์บางรูปมรณภาพไปแล้ว ที่ยังอยู่บางองค์บางรูปก็ชราภาพมาก เราจึงสร้างพระรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อทำงานในด้านนี้ โดยเฉพาะพระสงฆ์เรายังขาดพระเขียนหนังสืออยู่มาก การเรียนเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรมในนักธรรมชั้นตรี โท และเอกของพระ เป็นพื้นฐานของการเขียนที่ดี ซึ่งทุกรูปก็เขียนได้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการเผยแผ่ ดังนั้น ให้ตั้งใจให้ดี แม้จบการอบรม แต่ภารกิจยังไม่จบสิ้น พระนักเขียน และครูบาอาจารย์ ยังมีพันธะทางใจต่อกัน เพื่อสานงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไปไม่สิ้นสุด ”

หลังจากนั้น ท่านได้มอบประกาศนียบัตรให้กับคณะวิทยากร

 

และ มอบย่ามให้กับฉันด้วย แล้วบอกว่า นี่ย่ามพระ

​            ย่ามพระที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์มอบให้ในวันนั้น เป็นของขวัญอันวิเศษสุดในชีวิตของฉันเลยก็ว่าได้ ฉันใคร่ครวญถึงภารกิจหลังออกจากงานอันเป็นที่รักยิ่งมาตลอดชีวิตในโครงการเกษียณก่อนเวลาของบริษัท หลังจากนิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์ ปิดตัวลง  ย่ามใบนี้เหมือนหมุดหมายสำคัญว่า การทำหน้าที่เป็นสะพานเผยแผ่ธรรมะยังมีต่อไปไม่สิ้นสุด แม้จะหยุดจากงานประจำก็ตามที

​ทำให้ระลึกถึงย่ามของหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่มอบให้กับท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชกิจจาภรณ์ ในวันแรกที่ท่านเดินทางมาถึงวัดสระเกศฯ เมื่อครั้งยังเป็นสามเณร ซึ่งได้เล่าเกริ่นไว้เล็กน้อยในตอนที่แล้ว…

“วันแรกที่อาตมาเดินทางมาถึงวัดสระเกศฯ ในขณะที่ยังเป็นเณรยังไม่ได้เข้าไปกราบหลวงพ่อสมเด็จ ยังไม่รู้ที่ไหนเป็นที่ไหน ก็มีเหตุต้องให้พบท่านโดยบังเอิญ  ขณะที่ท่านกำลังเดินกลับจากทำวัตรค่ำ อาตมาเปิดประตูออกไปส่องๆ ดูนอกคณะซ้ายขวา แบบสงสัย พบท่านก็ตกใจ ลนลานรีบปิดประตูเสียงดังปัง! ได้ยินเสียงหลวงพ่อทุ้มลึก หนักแน่น ดังมาว่า ใคร? ยิ่งกลัวใหญ่ หลบเข้าไปตัวสั่นอยู่ที่หลังประตู  ท่านให้พระที่เดินตามมาเรียกให้ออกไปพบ แล้วบอกว่า อย่ากลัวๆ คราวหลังเจอหลวงพ่อแล้วอย่าหนีนะ ต้องเข้ามาหา …

ย่ามที่หลวงพ่อสมเด็จ ฯ มอบให้กับพระราชกิจจาภรณ์

” ท่านคงเห็นท่าทางตื่นกลัว จึงพูดปลอบแล้วก็ถามที่มาที่ไป มาอยู่กับใคร ถามถึงสำนัก ถามถึงครูบาอาจารย์  ไม่นึกว่า คำว่า “ต้องเข้ามาหา” จะเป็นเหมือนพรแรกที่ได้รับจากหลวงพ่อสมเด็จ ทำให้ต้องมาสนองงานท่านในโอกาสต่อมา จากนั้น ท่านก็ให้พระไปเอาผ้าไตรจีวร เอาย่ามมาให้ ย่ามที่รับจากหลวงพ่อสมเด็จ อาตมาใช้มาร่วม ๒๐ ปี ตั้งแต่เป็นสามเณร แม้บวชเป็นพระได้ย่ามใบใหม่มา ก็ยังใช้ใบเดิมของหลวงพ่อสมเด็จ พอด้ายยุ่ยปริขาดตรงไหนก็ใช้เข็มเย็บเอง  ทุกวันนี้ย่ามใบนั้นอาตมาใส่พานตั้งไว้ที่หัวนอน เพื่อระลึกถึงเมตตาธรรมของท่าน

 

“ขอเล่าไว้ตรงนี้ด้วยว่า ที่จริง ในปีก่อนหน้านี้ หลวงพ่อสมเด็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์

ปีรุ่งขึ้น คือ ใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ก็มีพิธีสมโภชสุพรรณปัฏ ในช่วงเดือนมีนาคม ล่วงเลยมาจนถึงเดือน พฤษภาคม อันเป็นวันวิสาขบูชา ธรรมเนียมวัดสระเกศฯ สิ้นสุดการรับสามเณรใหม่เข้าสำนักของแต่ละปีในเดือนนั้น ด้วยวันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๖ หลังวันวิสาขบูชา ก็จะเริ่มเปิดเรียนของสำนัก

​            “ปีนั้น อาตมาเข้ามาวัดสระเกศฯ หลังวันวิสาขบูชาไปแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อสมเด็จจะรับหรือไม่ แต่ท่านก็รับไว้เป็นรูปสุดท้ายของปีนั้น นั่นแสดงถึงความเมตตาอย่างยิ่งของหลวงพ่อสมเด็จ แม้ธรรมเนียมก็ปรับได้ตามความเหมาะสม

“ยิ่งไปกว่านั้น การที่ท่านเอาย่ามมาให้สามเณรเพิ่งพบครั้งแรก ดูโดยทั่วไปเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย จนคิดว่า ท่านไม่น่าจะใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่ท่านก็ไม่ละเลย ไม่มองข้ามไป ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของหลวงพ่อสมเด็จ  เข้าใจว่า พระเณรรูปอื่นๆ ในสำนักคงได้ย่ามกันหมดแล้วในช่วงวันงาน แต่อาตมามาอยู่ใหม่ ท่านคงคิดว่า ยังไม่ได้ จึงเอามาให้”

ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชกิจจาภรณ์ เล่าต่อมาว่า เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความละเอียดลออ ใส่ใจทุกรายละเอียด ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นของหลวงพ่อสมเด็จ  เห็นความสำคัญของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่จะไม่เห็นแก่เล็กแก่น้อย

​            “เวลาสอนมุมมอง หลวงพ่อสมเด็จท่านสอนให้เห็นความสำคัญในมิติใหญ่เป็นชั้นๆ จากตัวเรา สำนัก คณะสงฆ์ และสูงขึ้นไป คือ พระศาสนา

เราอาศัยสำนักเพื่อพัฒนาตัวเรา ต้องนึกถึงบุญคุณของสำนัก ให้สำนักได้อาศัยเราด้วย สำนักอยู่ได้ คณะสงฆ์ก็อยู่ได้ คณะสงฆ์อยู่ได้ คือ พระศาสนาอยู่ได้

​            “ท่านสอนเสมอว่า อะไรก็ตามถ้าเราได้ สำนักไม่ได้ พระศาสนาไม่ได้ อย่าเอา  ถึงแม้เราไม่ได้ แต่สำนักได้ พระศาสนาได้ ให้เอา เราได้ สำนักได้ พระศาสนาได้ ให้เอา รวมความ คือ จะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้ถือพระศาสนาเป็นที่ตั้ง “

​            (โปรดติดตามตอนต่อไป หน้าธรรมวิจัย วันอังคารหน้า)

กราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชกิจจาภรณ์ เป็นที่สุด ที่เมตตาให้ถ่ายทอดอัตโนประวัติของท่านอันเป็นพลังใจ พลังชีวิตให้กับผู้คนอีกมากมายมหาศาล และผู้เขียนด้วย …

มโนปณิธาน  ตอน ๑๕ ย่ามที่ครูบาอาจารย์มอบให้ หมายถึงทำอะไรให้ถือพระศาสนาเป็นที่ตั้ง

โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ 

(หน้าธรรมวิจัย นสพ. คมชัดลึก วันอังคารที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐)

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here