“ตอนเป็นเด็กชอบภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องหนึ่งชื่อไทยว่า ยิ้มไว้โลกนี้ไม่สิ้นหวัง (life is beautiful) เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งซึ่งมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ในชีวิตผิดไปจากคนอื่นทั่วไป เพราะเขาจะเห็นมุมดีของทุกอย่างได้ แม้สถานการณ์ร้ายเขาก็ยังใช้ให้มันเป็นเครื่องมือสร้างความเบิกบานให้กับคนอื่นได้ โดยเฉพาะลูกชายของเขาเอง

ผู้เขียนดูเพื่อความบันเทิงตามประสาเด็ก และอยากมีบุคลิกลักษณะแบบตัวละครในภาพยนตร์เหมือนกัน แต่ก็ทำไม่ได้แม้จะพยายามให้ตนเองมีอารมณ์ขันมากแค่ไหน ใจขณะนั้นมันบอบบางเกินกว่าจะเห็นมุมขำ บนความเจ็บช้ำได้ อารมณ์ขันมันค่อยๆ หายไป กลายเป็นใจที่หยาบคาย มีแต่กายที่ดำขำ”

 

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโปมองเป็นก็เห็นสุข

มองเป็นก็เห็นสุข

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป เขียน 

เมื่อได้มาบวชขัดเกลาความกระด้างได้บางเบาลง คงไว้แค่ความดำของสีผิวที่ยังเข้มอยู่ ได้เรียนวิชาจิตวิทยา จึงได้กลับมาชมภาพยนตร์เรื่องเดิมอีกครั้ง ความประทับใจยังมีเหมือนเดิมและยังเพิ่มเติมมิติทางจิตวิทยาและพุทธศาสนา ที่ชี้ให้เห็นถึงกุศลเจตนานำพาให้ชีวิตพบความหวังไม่สิ้นสุด แม้ชีวิตที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้พบสิ่งที่สวยงามอยู่เสมอ แต่เมื่อคิดย้อนหลังเราก็ยังรู้สึกขำกับวีรกรรมที่เคยก่อเอาไว้ได้ อดีตที่เคยเก็บกดกลายเป็นบทเรียนคอยสอนใจ

คนที่ผ่านทุกข์มาได้ใช่ว่าจะไม่เจ็บ เหมือนคนป่วยที่จะต้องผ่าตัด บางครั้งกว่าจะรักษาแผลภายในได้ก็ต้องเสียสละผ่าข้างนอกเข้าไป ทุกข์ทางใจบางทีก็ต้องละความยึดมั่นถือมั่นจากตัวตนทางกายเสียก่อน เรียกว่า สักกายทิฐิ สิ่งภายนอกก็สักแต่ก้อนธาตุปรุงแต่งขึ้น เครียดกับมันมากไปก็ทำอะไรไม่ได้ แม้ตัวตนของเราเองก็ยังไร้ความสามารถในการควบคุม อยากจะสุขแท้ๆ มันก็ยังทุกข์ได้

พระโพธิญาณเถร(หลวงปู่ชา สุภัทโท)
พระโพธิญาณเถร(หลวงปู่ชา สุภัทโท)

หลวงปู่ชา สุภัทโท บอกว่า ก้อนอัตตา” ชอบก็ทุกข์ชังก็ทุกข์ ลองเรียนรู้ดูมันเฉยๆ บ้างก็ได้ แรกๆ มันก็ขัดใจอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่ขัดขูดเอาสนิมเกาะใจออก ไม่นานมันอาจจะกัดกร่อนเราจนกลายเป็นเพียงเศษซากใจที่แห้งเฉา รอวันสลาย

“มองเป็นจะเห็นสุข” ชีวิตจะมีความหวังอันสวยงาม (life is beautiful) ถ้าเราฝึกใจเรียนรู้ที่จะมองให้เห็นความสวยงามที่ซ่อนอยู่ ด้วยการฝึกจิตให้คิดดี (a beautiful mind) มีทักษะในการพินิจสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยมิติที่หลากหลาย

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

หลายปีที่ผ่านมาผู้เขียนร่วมเดินทางทำหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้เชิงพุทธธรรมกับนักเรียน กับอาจารย์พระมหาสมควร ถิรสีโล ทุกครั้งที่ไปค่ายกับท่าน จะชอบไปนั่งฟังท่านบรรยายในฐานเรียนรู้ แม้ฟังมาเป็นร้อยรอบก็ยังประทับใจท่านเล่าเรื่องเดิมได้สนุก คนอะไรพูดเรื่องเก่าแต่ฟังกี่ครั้งก็สนุก

ท่านชอบหยิบอะไรใกล้ๆ ตัวแล้วก็ถามนักเรียนว่า
“เห็นอะไร?”
ก็เห็นๆ ไม่น่าถาม
ถึงอย่างนั้น…คำตอบของเด็กๆ ก็ไม่ซ้ำกันเลย เพราะเมื่อถูกถามและมีคนตอบ ความคิดต่างก็จะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน ทุกคนก็จะพยายามมอง แล้วถามตัวเองว่า…เห็นอะไร?

แรกๆ คำตอบจะเป็นสิ่งที่ตาเห็น แต่หลังจากนั้น มุมมองเชิงลึกก็จะตามมา เด็กๆ เริ่มตอบสิ่งที่ไกลกว่าที่ตาเห็น มันคือความคิด จินตนาการ และการเชื่อมโยงถึงที่มาและที่ไป ถึงเหตุและปัจจัย
กระบวนการของพระอาจารย์สมควร ไม่ใช่ สุตมยปัญญา ที่จะบอกเล่าให้นักเรียนฟังจนเข้าใจ แต่ท่านกระตุ้นให้นักเรียนเกิด จินตามยปัญญา คือฝึกให้คิด แล้ววิธีคิดมันก็จะตามมาพร้อมๆ กับความคิดเห็นที่ถูกแบ่งปัน หลากหลายความคิดเกิดเป็นหลากหลายมุมมอง

ไม่มีใครผิดแม้จะคิดต่าง แต่ทุกอย่างเพื่อเติมเต็มความเข้าใจให้กับทุกคน การมองอะไรด้านเดียว ทำให้เราพลาดความเข้าใจ และมิอาจจะเข้าถึงความเป็นจริงได้

บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเอาวิธีของอาจารย์สมควรมาใช้ ไม่ได้เอาไปสอนใครหรอก แต่ก็ถามตัวเองนี่แหละว่า เห็นอะไร? พยายามมองให้ไกลกว่าที่ตาเห็น และมันก็มักจะค้นพบสิ่งใหม่ๆ เสมอ แม้จะมองสิ่งเดิมๆ
เวลาทำงานแล้วเจอปัญหา ก็จะพยายามมองว่า ยังมีทางไหนที่เรายังไม่ได้ลองทำบ้าง ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกครั้งหรอก แต่มันทำให้เราสนุกกับการได้ลองอะไรใหม่ๆ และรู้ได้ว่า…ทางตันจะมีแค่ในซอย แต่ชีวิตเราจะหลากหลายเส้นทางให้ก้าวไปเสมอ
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปไหนนะ อยู่ที่เดิมนี่แหละ..แค่เพิ่มเติมคือ คิดและทำอะไรใหม่ๆ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลายคนมองว่ามันหนักสาหัสเกินจะรับไหว ก็อยากจะให้กำลังใจว่า เรื่องมันแย่แต่ต้องใจเย็นๆ ชั่งใจดูสักนิดอาจจะคิดอะไรออกบ้างก็ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว จะต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองและคนในครอบครัว เหมือน “กุยโด”

ตัวเอกในภาพยนตร์ life is beautiful เขาเข้าใจสถานการณ์ดีว่ามันร้ายแค่ไหน แต่มีหนึ่งดวงใจที่พ่อจะต้องดูแล ก็คือจิตประภัสสรของลูกน้อยๆ ที่เขาอยากให้จดจำแต่สิ่งที่ดีงามเอาไว้ อยู่กับเรื่องร้ายด้วยความรักระหว่างพ่อและลูก ไม่รู้ว่าชีวิตจะจบลงอย่างไร แต่สิ่งที่พ่ออยากให้ลูกจดจำไว้ คือรอยยิ้มของพ่อที่คอยเติมหวังให้พลังใจลูกเสมอ
วันนี้ก่อนออกไปทำงาน ฝากรอยยิ้มให้ลูกน้อยบ้างหรือยัง?

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

“มองเป็นก็เห็นสุข”

มหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป เขียน 

จากคอลัมน์ “โชคดีที่มีพระ ” หน้าพระไตรสรณคมน์ นสพ. คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๐

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here